Tag Archives: Market Timing

สถานะพอร์ตและการตัดสินใจลงทุน (ต.ค. 62)

model-portfolio-2019-10

พอร์ตสาธิต เดือน ต.ค. 62

กลับมาพบกับสรุปพอร์ตสาธิตประจำเดือน ต.ค. 62 กันนะครับ

พอร์ตสาธิตนี้จัดทำขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์คือ

  1. เป็นพอร์ตสำหรับการศึกษาเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
    ของผู้เข้าสัมมนา DIY Portfolio กับ A-Academy
    (ดังนั้นถ้าบางท่านอ่านไม่รู้เรื่อง ส่วนหนึ่งอาจเพราะเนื้อหาเหล่านี้
    ผมสอนไว้ในหลักสูตร DIY ซึ่งไม่ได้มีวิดีโอให้ดูใน YouTube นะครับ)
  2. เป็นพอร์ตที่ตั้งใจจะสาธิตการตัดสินใจลงทุนแบบ Active ในหลายๆ มิติ เช่น Tactical Asset Allocation และ Fund Selection โดยพร้อมรับความเสี่ยงกรณีที่มีการตัดสินใจผิดพลาด (พอร์ตหลักอื่นๆ ของผม รวมทั้งพอร์ตของลูกค้า Avenger Planner ส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้ตัดสินใจ Active ลักษณะเดียวกันกับพอร์ตนี้)
  3. เป็นพอร์ตการลงทุนจริงของลูกสาวผม
    สำหรับเป็นทุนการศึกษาในอีกประมาณ 18 ปีข้างหน้า
    ตามแผนที่เขียนไว้ใน หน้านี้

สถานะพอร์ต ณ 31 ต.ค. 62

ทุกท่านสามารถดาวโหลดไฟล์สรุปพอร์ตในรูปแบบ Excel ของเดือนนี้ ไปศึกษาอย่างละเอียดโดย คลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ ครับ

01-outstanding

02-performance

  • เดือนนี้พอร์ตมีมูลค่า 420,211.34 บาท
    (รวมเงินลงทุนใหม่ประจำเดือน 5,000 บาทแล้ว)
  • เดือน ต.ค. 62 กำไร เท่ากับ 127.87  บาท หรือ +0.03%
  • ตั้งแต่ต้นปี 62 (10 เดือน) กำไร เท่ากับ 29,988.69 บาท หรือ +8.47%

03-benchmark

  • วัดผลเทียบ Benchmark เดือน ต.ค. 62
    พอร์ต +0.03% vs BM -0.47% ชนะ Benchmark อยู่ +0.50%
  • วัดผลเทียบ Benchmark  ตั้งแต่เริ่มลงทุน (ส.ค. 59)
    พอร์ต +10.25% vs BM +29.76% แพ้เท่ากับ -19.51%

หากพิจารณาตั้งแต่เริ่มลงทุน จะถือเป็นการแพ้สะสมที่สูงมาก ซึ่งก็เกิดจากเหตุผลหลักๆ คือ

  1. เลือกกองทุนผิด (Selection)
  2. ปรับพอร์ตระยะสั้น-กลางผิด (TAA)
  3. เสียค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย และค่าบริหารกองทุน
  4. การเลือก Benchmark ที่ไม่เหมาะสม (ปัจจุบันแก้ไขให้เหมาะสมแล้ว ตั้งแต่ต้นปี 2019 เป็นต้นมา)

ในส่วนของ Benchmark นั้น หากล้างผลการแพ้ชนะในปีเก่าๆ ทิ้งไป เหลือไว้แค่ปี 2019 ก็จะดูเข้าใจง่ายขึ้น ดังรูปด้านล่าง

03-2-benchmark

นั่นคือตั้งแต่ต้นปีมานี้ BM กำไร +15.99% แต่พอร์ตกำไรแค่ +8.47% แพ้อยู่ -7.52%

สาเหตุของการแพ้ BM เดือนล่าสุดคืออะไร ในหัวข้อต่อไป จะมีคำตอบให้ครับ


วิเคราะห์องค์ประกอบของผลตอบแทนเดือน ต.ค. 62

slide1

จากกราฟ Performance Attribution (อย่างง่าย) ด้านบน เราสามารถวิเคราะห์ดูสาเหตุได้ครับ ว่าสาเหตุของการที่พอร์ตแพ้ BM ในเดือนนี้นั้น เกิดจากอะไร

  1. ระดับ Tactical Asset Allocation (TAA)
  • ระดับนี้เราจะยังไม่ดูกอง แต่ดูที่ระดับ Asset ก่อน โดยเดือนนี้มีอสังหาไทย และ หุ้นไทยที่ปรับตัวลงค่อนข้างมาก ส่วนสินทรัพย์อื่นปรับตัวขึ้น
  • สรุปผลตอบแทนของแต่ละสินทรัพย์ในเดือน ต.ค. 62 เป็นดังนี้
    • ตราสารหนี้ไทย +0.02%
    • อสังหาไทย -2.36%
    • หุ้นไทย -2.01%
    • หุ้นต่างประเทศ +2.99%
    • ทองคำ +1.26%
  • ซึ่งในเดือน ต.ค. 62  ผมมีการ Underweight หุ้นไทยไว้ค่อนข้างเยอะ
    ก็ถือว่าทำได้ถูกต้อง เพราะหุ้นไทยตกหนัก
  • ขณะที่ผมมีการ Underweight หุ้นต่างประเทศไว้ ก็ถือว่าตัดสินใจผิดเพราะในเดือนนี้หุ้นต่างประเทศให้ผลตอบแทนเป็นบวกมาก
  • โดยสรุปในระดับของ TAA เดือนนี้ ผมคิดว่าทำได้กลางๆ คือมีทั้งถูกและ ผิด หักล้างกันไป

2. ระดับ Fund Selection

  • ในระดับนี้เราจะเจาะเข้ามาดูกองที่เลือกไว้กันว่า เมื่อเทียบกับ Asset BM แล้ว กองทำได้ดีร้ายอย่างไร
  • หากอ่านที่คอลัมน์ Selection จะเห็นว่าเดือนนี้มีกองที่ Overperformed ตัว Asset BM อยู่ 1 กองคือ PRINCIPAL iPROP-A และ 1AMSET50-RA
  • ขณะที่มีกองที่ Underperformed อยู่ 5 กอง ซึ่งแปลว่าแพ้มากกว่าชนะมาก

ซึ่งกองที่แพ้นั้นหลักๆ ก็แพ้เพราะเหตุผลต่อไปนี้

  • หุ้นไทย ผมยังคงมี KFDYNAMIC ซึ่งลงทุนในหุ้นขนาดกลางอยู่ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา หุ้นขนาดกลางก็ยังไม่ Perform เทียบหุ้นขนาดใหญ่เท่าไรนัก และตัวกอง KFDYNAMIC เอง ฝีมือก็เริ่มแผ่ว ซึ่งผมจะรอดูอีกสักพักว่าจะต้องเปลี่ยนกองหรือไม่
  • หุ้นต่างประเทศ  ทั้ง 3 กองที่ลงทุน แพ้ Asset BM ซึ่งก็คือดัชนี S&P500 TRI ทั้งหมดเลย ซึ่งจริงๆ ก็แพ้มาตลอดตั้งแต่เริ่มลงทุนพอร์ตนี้
    ยอมรับเลยครับว่า S&P500 ขึ้นมาดีจริงๆ และเสียดายที่ไม่ได้ Allocate ลงกองนี้ตั้งแต่แรกๆ ครั้นจะมาลงกองนี้ตอนนี้ก็ “กลัวเกินไป” เพราะหุ้นสหรัฐฯ ณ ปัจจุบันก็แพงมากแล้ว ขอกระจายลง 3 กองแบบนี้ต่อไป จะสบายใจกว่าครับ

ซึ่งต้องขอ Remark ไว้ตัวใหญ่ๆ ว่า นี่เป็นเพียงการอ่านผลรายเดือน ซึ่งก็สะท้อนแค่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นช่วงสั้นๆ เท่านั้น ผมนำมันมาใช้ตัดสินใจบ้างก็เพียงเล็กน้อย ส่วนในการตัดสินใจปรับพอร์ต จะใช้การประเมินภาพรวมถึงสิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเหมาะสมสำหรับอนาคตที่กำลังจะมาถึง


สรุปการปรับพอร์ตเดือนนี้

ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 62 ที่ผ่านมา ผมตัดสินใจคงพอร์ตไว้ ในสถานะ Underweight หุ้น ทั้งไทยและต่างประเทศ เนื่องจากสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะฝั่งที่เกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานนั้นดูไม่ค่อยดี

และในเดือนที่แล้ว ก็ได้มีการลดสัดส่วนหุ้นไทยลงอีกค่อนข้างมาก ตามที่แสดงในกราฟสัดส่วนการลงทุนด้านล่างนี้

05-aa-history

แม้ล่าสุดจะมีการผ่อนคลายเรื่องนโยบายการเงิน ด้วยการดำเนินนโยบายคล้ายๆ QE ออกมาจากฝั่งธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งน่าจะช่วยเสริมให้หุ้นขึ้นได้ดีขึ้น แต่ผมก็ยังคิดว่าด้วย ระดับความถูกแพง (Valuation) ของหุ้นประเทศต่างๆ ณ ปัจจุบัน ถือว่าไม่ถูกแล้ว โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐฯ ที่ค่อนข้างแพง ถ้าจะยังพอมีหุ้นที่ไม่แพงมากอยู่บ้างก็คือฝั่งหุ้นเอเชีย (รวมจีน)

ทำให้ในแง่ Attractiveness หรือความน่าสนใจที่จะลงทุนหุ้นเยอะๆ ในพอร์ต จึงมีไม่มากนัก

แต่จะลดหุ้นลงมากๆ ไปเลย ก็น่าจะเร็วเกินไป เพราะแนวโน้มราคาสินทรัพย์ก็ส่วนใหญ่ ยกเว้นหุ้นไทยก็ยังอยู่ในทิศทางหาขึ้น ตามตารางด้านล่างนี้

trend-summary

ข้อมูลในตารางนี้ ผมให้น้องๆ ในทีม Avenger Planner ช่วยทำให้ โดยเป็นข้อมูล ณ สิ้นสัปดาห์ 25 ต.ค. 62

จะเห็นว่าหุ้นส่วนใหญ่อยู่ในทิศทางขาขึ้น คือสามารถยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 20W (100 วัน) และ 40W (200 วัน) ได้ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ติดกัน จะมีเพียงหุ้นไทยที่ยังอยู่ในทิศทางขาลง ส่วนทางกับชาวบ้านเค้าเท่านั้น

ดังนั้น สถานการณ์ปัจจุบัน ผมจึงขอ Underweight หนักๆ เพียงหุ้นไทยอย่างเดียวก่อน สำหรับหุ้นต่างประเทศ จะลงทุนใกล้เคียงสถานะ Neutral โดยจะปรับพอร์ตดังนี้

06-rebalance

นั่นคือจะนำเงินใหม่ 5,000 บาทหรือคิดเป็น 1.2% ของพอร์ต ไปซื้อเพิ่มในกอง ASP-ASIAN เพื่อเพิ่มสัดส่วนหุ้นต่างประเทศ จากเดิม 17.5% ขึ้นไปเป็น 18.7% ซึ่งจะใกล้เคียง Neutral Weight ตาม SAA ที่จัดไว้คือ 20.0% มากขึ้นครับ

ส่วนที่เลือกเป็น ASP-ASIAN เพราะอยากซื้อหุ้นที่ยังมี Valuation ที่ไม่แพงนักครับ

 

สถานะพอร์ตและการตัดสินใจลงทุน (ก.ย. 62)

model-portfolio-2019-09

พอร์ตสาธิต เดือน ก.ย. 62

กลับมาพบกับสรุปพอร์ตสาธิตประจำเดือน ก.ย. 62 กันนะครับ

พอร์ตสาธิตนี้จัดทำขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์คือ

  1. เป็นพอร์ตสำหรับการศึกษาเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
    ของผู้เข้าสัมมนา DIY Portfolio กับ A-Academy
    (ดังนั้นถ้าบางท่านอ่านไม่รู้เรื่อง ส่วนหนึ่งอาจเพราะเนื้อหาเหล่านี้
    ผมสอนไว้ในหลักสูตร DIY ซึ่งไม่ได้มีวิดีโอให้ดูใน YouTube นะครับ)
  2. เป็นพอร์ตที่ตั้งใจจะสาธิตการตัดสินใจลงทุนแบบ Active ในหลายๆ มิติ เช่น Tactical Asset Allocation และ Fund Selection โดยพร้อมรับความเสี่ยงกรณีที่มีการตัดสินใจผิดพลาด (พอร์ตหลักอื่นๆ ของผม รวมทั้งพอร์ตของลูกค้า Avenger Planner ส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้ตัดสินใจ Active ลักษณะเดียวกันกับพอร์ตนี้)
  3. เป็นพอร์ตการลงทุนจริงของลูกสาวผม
    สำหรับเป็นทุนการศึกษาในอีกประมาณ 18 ปีข้างหน้า
    ตามแผนที่เขียนไว้ใน หน้านี้

สถานะพอร์ต ณ 30 ก.ย. 62

ทุกท่านสามารถดาวโหลดไฟล์สรุปพอร์ตในรูปแบบ Excel ของเดือนนี้ ไปศึกษาอย่างละเอียดโดย คลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ ครับ

01-outstanding

02-performance

  • เดือนนี้พอร์ตมีมูลค่า 415,083.47 บาท
    (รวมเงินลงทุนใหม่ประจำเดือน 5,000 บาทแล้ว)
  • เดือน ก.ย. 62 กำไร เท่ากับ 245.75  บาท หรือ +0.06%
  • ตั้งแต่ต้นปี 62 (9 เดือน) กำไร เท่ากับ 29,860.83 บาท หรือ +8.43%

03-benchmark

  • วัดผลเทียบ Benchmark เดือน ก.ย. 62
    พอร์ต +0.06% vs BM +0.71% แพ้ Benchmark อยู่ -0.65%
  • วัดผลเทียบ Benchmark  ตั้งแต่เริ่มลงทุน (ส.ค. 59)
    พอร์ต +10.22% vs BM +30.36% แพ้เท่ากับ -20.15%

หากพิจารณาตั้งแต่เริ่มลงทุน จะถือเป็นการแพ้สะสมที่สูงมาก ซึ่งก็เกิดจากเหตุผลหลักๆ คือ

  1. เลือกกองทุนผิด (Selection)
  2. ปรับพอร์ตระยะสั้น-กลางผิด (TAA)
  3. เสียค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย และค่าบริหารกองทุน
  4. การเลือก Benchmark ที่ไม่เหมาะสม (ปัจจุบันแก้ไขให้เหมาะสมแล้ว ตั้งแต่ต้นปี 2019 เป็นต้นมา)

ในส่วนของ Benchmark นั้น หากล้างผลการแพ้ชนะในปีเก่าๆ ทิ้งไป เหลือไว้แค่ปี 2019 ก็จะดูเข้าใจง่ายขึ้น ดังรูปด้านล่าง

03-2-benchmark

นั่นคือตั้งแต่ต้นปีมานี้ BM กำไร +16.53% แต่พอร์ตกำไรแค่ +8.43% แพ้อยู่ -8.10%

สาเหตุของการแพ้ BM เดือนล่าสุดคืออะไร ในหัวข้อต่อไป จะมีคำตอบให้ครับ


วิเคราะห์องค์ประกอบของผลตอบแทนเดือน ก.ย. 62

slide1

จากกราฟ Performance Attribution (อย่างง่าย) ด้านบน เราสามารถวิเคราะห์ดูสาเหตุได้ครับ ว่าสาเหตุของการที่พอร์ตแพ้ BM ในเดือนนี้นั้น เกิดจากอะไร

  1. ระดับ Tactical Asset Allocation (TAA)
  • ระดับนี้เราจะยังไม่ดูกอง แต่ดูที่ระดับ Asset ก่อน โดยเดือนนี้มีหุ้นไทย และทองคำที่ปรับตัวลดลง ขณะที่สินทรัพย์อื่นปรับตัวขึ้น
  • สรุปผลตอบแทนของแต่ละสินทรัพย์ในเดือน ก.ย. 62 เป็นดังนี้
    • ตราสารหนี้ไทย +0.10%
    • อสังหาไทย +3.70%
    • หุ้นไทย -0.88%
    • หุ้นต่างประเทศ +1.43%
    • ทองคำ -2.55%
  • ซึ่งในเดือน ก.ย. 62  ผมมีการ Overweight อสังหาฯ และ Underweight หุ้นไทยไว้ ซึ่งก็ถือว่าทำได้ถูกต้อง เพราะอสังหาฯ ยังบวกต่อ ส่วนหุ้นไทยก็ตก
  • ขณะที่ผมมีการ Underweight หุ้นต่างประเทศไว้ ก็ถือว่าตัดสินใจผิดเพราะในเดือนนี้หุ้นต่างประเทศให้ผลตอบแทนเป็นบวก
  • โดยสรุปในระดับของ TAA นี้ ผมถือว่าตัวเองคิดถูกมากกว่าผิดนะครับ ส่วนเหตุผลที่ทำให้แพ้ Benchmark เยอะ ก็ยังคงเป็นเรื่องของ Fund Selection ในหัวข้อต่อไปเช่นเดิม

2. ระดับ Fund Selection

  • ในระดับนี้เราจะเจาะเข้ามาดูกองที่เลือกไว้กันว่า เมื่อเทียบกับ Asset BM แล้ว กองทำได้ดีร้ายอย่างไร
  • หากอ่านที่คอลัมน์ Selection จะเห็นว่าเดือนนี้มีกองที่ Overperformed ตัว Asset BM อยู่เพียง 1 กองคือ ASP-ASIAN
  • ขณะที่มีกองที่ Underperformed อยู่ 5 กอง ซึ่งแปลว่าแพ้มากกว่าชนะมาก

ซึ่งกองที่แพ้นั้นหลักๆ ก็แพ้เพราะเหตุผลต่อไปนี้

  • อสังหาฯ ผมเลือกใช้ iPROP-A ซึ่งเป็นอสังหา ไทย + สิงคโปร์ แต่ BM นั้นคือดัชนี SET PF&REIT TRI ซึ่งเป็นอสังหาไทยล้วน และในปีนี้อสังหาฯ ไทยล้วน ให้ผลตอบแทนดีกว่าอสังหาฯ ไทย+สิงคโปร์มากพอสมควร
  • หุ้นไทย ผมยังคงมีหุ้นใหญ่ 1AMSET50-RA ผสมกับหุ้นกลางเล็ก KFDYNAMIC ซึ่งปรากฎว่าปีนี้ หุ้นกลางเล็กก็ยังทำผลตอบแทนได้ไม่ดีเท่ากับหุ้นใหญ่ ทำให้การมี KFDYNAMIC เป็นการหน่วงพอร์ตส่วนหุ้นไทย ไม่ให้โตได้ดีเท่าที่ควร
  • หุ้นต่างประเทศ  Benchmark ที่ผมใช้เป็นตัวแทนหุ้นต่างประเทศคือดัชนี S&P500 TRI ซึ่งปีนี้ก็ยังถือว่าเป็นดัชนีหุ้นที่เติบโตขึ้นเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่กองที่ผมเลือกใช้ ไม่ได้ลงทุนใน S&P500 แต่เป็นหุ้นของภูมิภาคอื่นๆ ทำให้ผลตอบแทนจริงที่ได้ ด้อยกว่า Benchmark

ซึ่งต้องขอ Remark ไว้ตัวใหญ่ๆ ว่า นี่เป็นเพียงการอ่านผลรายเดือน ซึ่งก็สะท้อนแค่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นช่วงสั้นๆ เท่านั้น ผมนำมันมาใช้ตัดสินใจบ้างก็เพียงเล็กน้อย ส่วนในการตัดสินใจปรับพอร์ต จะใช้การประเมินภาพรวมถึงสิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเหมาะสมสำหรับอนาคตที่กำลังจะมาถึง

เช่น แม้กองอสังหาฯ ไทยล้วน จะให้ผลตอบแทนในปีนี้ดีกว่าอสังหาฯ ที่ผสมสิงคโปร์ด้วย แต่ผมก็ยังยืนยันที่จะถืออสังหาฯ ไทย + สิงคโปร์ต่อไป เพราะเป็นกองที่สภาพคล่องดีกว่า และมีการกระจายการลงทุนที่มากกว่า ซึ่งในยามที่กองอสังหาฯ ไทยล้วนๆ มีปัญหา กองที่ผสมสิงคโปร์ด้วยน่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า เป็นต้น


สรุปการปรับพอร์ตเดือนนี้

ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 62 ที่ผ่านมา ผมตัดสินใจคงพอร์ตไว้ ในสถานะ Underweight หุ้น ทั้งไทยและต่างประเทศ เนื่องจากสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะฝั่งที่เกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานนั้นดูไม่ค่อยดี มีทั้ง

  • การปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจ
  • การปรับลดประมาณการกำไรของบริษัทในตลาดหุ้น
  • บทสรุปของประเด็น Trade War, Brexit และการชุมนุมในฮ่องกง ที่ยังสรุปไม่ได้
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่ต่ำลงกว่าพันธบัตรระยะสั้น จนเกิดภาวะที่เรียกว่า Inverted Yield Curve (IYC) ซึ่งมักสะท้อนความไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจ และอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ (Recession) ตามมาในภายหลัง

ปัจจัยบวกที่พอจะมีบ้างก็คือการที่ธนาคารกลางต่างๆ มีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อรับมือกับสัญญาณทางเศรษฐกิจที่แย่ลง

แต่อย่างไรเสีย ด้วยอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ณ ปัจจุบันซึ่งก็อยู่ในระดับที่ต่ำอยู่แล้ว ผมเองคิดว่า ต่อให้ Central Bank ยังมีกระสุนสำหรับใช้กระตุ้นเศรษฐกิจอยู่บ้าง แต่ก็อาจทำได้จำกัด

ในส่วนของส่วนทิศทางราคาสินทรัพย์นั้น หากดูจากตารางด้านล่างนี้ ซึ่งเป็นสรุปแนวโน้มราคาสินทรัพย์ ณ สิ้นสัปดาห์ 27 ก.ย. 62

trend-summary

ก็จะเห็นว่าแนวโน้มราคาสินทรัพย์ ณ ปัจจุบัน อยู่ในทิศทางที่ผสมกัน โดยหุ้นในฝั่งประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งหุ้นไทย ยังอยู่ในทิศทางขาลง ส่วนหุ้นประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่วนใหญ่อยู่ในทิศทางขาขึ้น แต่ก็กำลังอ่อนแรงลง

ทองคำและอสังหาฯ ยังคงรักษาแนวโน้มราคาขาขึ้นไว้ได้ แต่ก็มีลักษณะที่อ่อนแรงลงในช่วงสัปดาห์ท้ายๆ ของเดือน ก.ย. 62 เช่นกัน

จากการประมวลปัจจัยต่างๆ ข้างต้น ผมคิดว่าเดือนนี้ จะลดสินทรัพย์เสี่ยงในพอร์ตสาธิตนี้ลงไปอีก โดยจะ

  1. ลดหุ้นไทยกอง KFDYNAMIC ซึ่งเป็นหุ้นขนาดกลาง-เล็กลง 20,000 บาท หรือราวๆ 5% ของพอร์ต โดยนำไปพักในกองตราสารหนี้ TMBABF ไว้ก่อน
  2. ส่วนเงินใหม่ 5,000 บาท ก็จะนำไปพักใน TMBABF เช่นกัน ทั้งนี้ก็เพื่อลดความเสี่ยงพอร์ตกรณีที่ตลาดแย่ ขณะเดียวกันก็เป็นการสะสมกระสุนในรูปของสินทรัพย์เสี่ยงต่ำไว้ เพื่อใช้ลงทุนในช่วงที่เหมาะสม

โดยสัดส่วนการลงทุนจะเปลี่ยนไปดังตารางต่อไปนี้

06-rebalance

สถานะพอร์ตและการตัดสินใจลงทุน (ส.ค. 62)

model-portfolio-2019-08

พอร์ตสาธิต เดือน ส.ค. 62

กลับมาพบกับสรุปพอร์ตสาธิตประจำเดือน ส.ค. 62 กันนะครับ

พอร์ตสาธิตนี้จัดทำขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์คือ

  1. เป็นพอร์ตสำหรับการศึกษาเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
    ของผู้เข้าสัมมนา DIY Portfolio กับ A-Academy
    (ดังนั้นถ้าบางท่านอ่านไม่รู้เรื่อง ส่วนหนึ่งอาจเพราะเนื้อหาเหล่านี้
    ผมสอนไว้ในหลักสูตร DIY ซึ่งไม่ได้มีวิดีโอให้ดูใน YouTube นะครับ)
  2. เป็นพอร์ตที่ตั้งใจจะสาธิตการตัดสินใจลงทุนแบบ Active ในหลายๆ มิติ เช่น Tactical Asset Allocation และ Fund Selection โดยพร้อมรับความเสี่ยงกรณีที่มีการตัดสินใจผิดพลาด (พอร์ตหลักอื่นๆ ของผม รวมทั้งพอร์ตของลูกค้า Avenger Planner ส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้ตัดสินใจ Active ลักษณะเดียวกันกับพอร์ตนี้)
  3. เป็นพอร์ตการลงทุนจริงของลูกสาวผม
    สำหรับเป็นทุนการศึกษาในอีกประมาณ 18 ปีข้างหน้า
    ตามแผนที่เขียนไว้ใน หน้านี้

ปล. ช่วงนี้ สัมมนา DIY Portfolio รุ่นที่ 7 อยู่ระหว่างการเปิดรับสมัคร เพื่อเรียนในวันที่ 28-29 ก.ย. 62 นี้นะครับ ท่านที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและสมัครได้ที่ ลิ้งค์นี้ ครับ


สถานะพอร์ต ณ 30 ส.ค. 62

ทุกท่านสามารถดาวโหลดไฟล์สรุปพอร์ตในรูปแบบ Excel ของเดือนนี้ ไปศึกษาอย่างละเอียดโดย คลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ ครับ

01-outstanding

02-performance

  • เดือนนี้พอร์ตมีมูลค่า 409,837.72 บาท
    (รวมเงินลงทุนใหม่ประจำเดือน 5,000 บาทแล้ว)
  • เดือน ส.ค. 62 ขาดทุน เท่ากับ 713.34  บาท หรือ -0.18%
  • ตั้งแต่ต้นปี 62 (8 เดือน) กำไร เท่ากับ 29,615.07 บาท หรือ +8.37%

03-benchmark

  • วัดผลเทียบ Benchmark เดือน ส.ค. 62
    พอร์ต -0.18% vs BM +0.85% แพ้ Benchmark อยู่ -1.03%
  • วัดผลเทียบ Benchmark  ตั้งแต่เริ่มลงทุน (ส.ค. 59)
    พอร์ต +10.15% vs BM +29.45% แพ้เท่ากับ -19.30%

หากพิจารณาตั้งแต่เริ่มลงทุน จะถือเป็นการแพ้สะสมที่สูงมาก ซึ่งก็เกิดจากเหตุผลหลักๆ คือ

  1. เลือกกองทุนผิด (Selection)
  2. ปรับพอร์ตระยะสั้น-กลางผิด (TAA)
  3. เสียค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย และค่าบริหารกองทุน
  4. การเลือก Benchmark ที่ไม่เหมาะสม (ปัจจุบันแก้ไขให้เหมาะสมแล้ว ตั้งแต่ต้นปี 2019 เป็นต้นมา)

ในส่วนของ Benchmark นั้น หากล้างผลการแพ้ชนะในปีเก่าๆ ทิ้งไป เหลือไว้แค่ปี 2019 ก็จะดูเข้าใจง่ายขึ้น ดังรูปด้านล่าง

03-2-benchmark

นั่นคือตั้งแต่ต้นปีมานี้ BM กำไร +15.71% แต่พอร์ตกำไรแค่ +8.37% แพ้อยู่ -7.35%

สาเหตุของการแพ้ BM เดือนล่าสุดคืออะไร ในหัวข้อต่อไป จะมีคำตอบให้ครับ


วิเคราะห์องค์ประกอบของผลตอบแทนเดือน ส.ค. 62

slide1

จากกราฟ Performance Attribution (อย่างง่าย) ด้านบน เราสามารถวิเคราะห์ดูสาเหตุได้ครับ ว่าสาเหตุของการที่พอร์ตแพ้ BM ในเดือนนี้นั้น เกิดจากอะไร

  1. ระดับ Tactical Asset Allocation (TAA)
  • ระดับนี้เราจะยังไม่ดูกอง แต่ดูที่ระดับ Asset ก่อน จะเห็นว่าเดือนนี้ Asset Benchmark ที่เป็นหุ้น ปรับลงค่อนข้างแรง แต่ทองคำและอสังหาฯ ก็ให้ผลตอบแทนเป็นบวกอย่างแรงเช่นกัน
  • สรุปผลตอบแทนของแต่ละสินทรัพย์ในเดือน ส.ค. 62 เป็นดังนี้
    • ตราสารหนี้ไทย +0.87%
    • อสังหาไทย +5.35%
    • หุ้นไทย -2.48%
    • หุ้นต่างประเทศ -2.73%
    • ทองคำ +6.71%
  • ซึ่งในเดือน ส.ค. 62  ผมมีการ Underweight หุ้นไว้ ทั้งหุ้นไทย และหุ้นต่างประเทศ ก็ถือว่าทำได้ดี เพราะหุ้นตกกันทั้งโลก
  • ในส่วนที่ Overweight อสังหาฯ ไว้ ก็ถือว่าทำได้ดีเช่นกัน เพราะอสังหาฯ ยังคงบวกได้แรงต่อเนื่อง
  • โดยสรุปในระดับของ TAA นี้ ถือว่าผลลัพธ์ออกมาดี แต่จะไปแย่เอาในส่วนถัดไปคือ Fund Selection นี่แหละครับ

2. ระดับ Fund Selection

  • ในระดับนี้เราจะเจาะเข้ามาดูกองที่เลือกไว้กันว่า เมื่อเทียบกับ Asset BM แล้ว กองทำได้ดีร้ายอย่างไร
  • หากอ่านที่คอลัมน์ Selection จะเห็นว่าเดือนนี้มีกองที่ Overperformed ตัว Asset BM อยู่เพียง 2 กอง ขณะที่มีกองที่ Underperformed อยู่ 5 กอง ซึ่งแปลว่าแพ้มากกว่าชนะ
  • กองที่ชนะได้แก่ 1AMSET50-RA และ PRINCIPAL GIF
  • กองที่แพ้ได้แก่ TMBABF, PRINCIPAL iPROP-A, KFDYNAMIC, ASP-ASIAN, TMBGOLDS

โดยสรุป ในเดือน ส.ค. 62 นี้ ผมทำ TAA ได้ดี แต่ Selection ทำได้ไม่ค่อยดีนัก ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ดีมาต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี โดยมีประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้

  • อสังหาฯ ผมเลือกใช้ iPROP-A ซึ่งเป็นอสังหา ไทย + สิงคโปร์ แต่ BM นั้นคือดัชนี SET PF&REIT TRI ซึ่งเป็นอสังหาไทยล้วน และในปีนี้อสังหาฯ ไทยล้วน ให้ผลตอบแทนดีกว่าอสังหาฯ ไทย+สิงคโปร์มากพอสมควร
  • หุ้นไทย ผมยังคงมีหุ้นใหญ่ 1AMSET50-RA ผสมกับหุ้นกลางเล็ก KFDYNAMIC ซึ่งปรากฎว่าปีนี้ หุ้นกลางเล็กก็ยังทำผลตอบแทนได้ไม่ดีเท่ากับหุ้นใหญ่ ทำให้การมี KFDYNAMIC เป็นการหน่วงพอร์ตส่วนหุ้นไทย ไม่ให้โตได้ดีเท่าที่ควร
  • หุ้นต่างประเทศ ปีนี้หุ้นที่ไปได้ดีคือหุ้นฝั่งประเทศพัฒนาแล้ว หลักๆ คือ US แต่พอร์ตส่วนนี้ ผมมีหุ้นเอเชีย ASP-ASIAN ถือไว้ด้วย ซึ่งหุ้นเอเชียรับผลทางลบจากเหตุการณ์ Trade War ค่อนข้างมาก ทำให้พอร์ตส่วนหุ้นต่างประเทศ ก็โตได้ไม่ดี เท่ากับการถือหุ้น DM ล้วนๆ

ซึ่งต้องขอ Remark ไว้ตัวใหญ่ๆ ว่า นี่เป็นเพียงการอ่านผลรายเดือน ซึ่งก็สะท้อนแค่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นช่วงสั้นๆ เท่านั้น ผมนำมันมาใช้ตัดสินใจบ้างก็เพียงเล็กน้อย ส่วนในการตัดสินใจปรับพอร์ต จะใช้การประเมินโดยเน้นการมองไปข้างหน้า (Forward-Looking) เป็นหลัก


สรุปการปรับพอร์ตเดือนนี้

ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 62 ที่ผ่านมา ผมตัดสินใจคงพอร์ตไว้ ในสถานะ Underweight หุ้น ทั้งไทยและต่างประเทศ เนื่องจากสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะฝั่งที่เกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานนั้นดูไม่ค่อยดีเลย ตัวเลขเศรษฐกิจเช่น GDP ก็ปรับลดลงกันทั้งโลก

ส่วนทิศทางราคาสินทรัพย์นั้น หากดูจากตารางด้านล่างนี้

trend-summary

 

ก็จะเห็นว่าสินทรัพย์ที่ยังยืนเป็นขาขึ้นได้ชัดเจนก็จะมี อสังหาริมทรัพย์ และ ทองคำ หากเป็นหุ้นก็จะเป็นหุ้นฝั่ง US เป็นหลักเท่านั้น

ดังนั้น ในเดือนนี้ ผมจึงยังคงยืนยันการจัดพอร์ตไว้ในสัดส่วนใกล้เคียงเดิมคือ Underweight หุ้นทั้งไทยและต่างประเทศ ส่วนเงินใหม่ที่จะเข้ามาลงทุนเพิ่มอีก 5,000 บาทนั้น ก็จะนำไปพักไว้ในตราสารหนี้ไทยก่อน

สัดส่วนการลงทุนจะเปลี่ยนไปดังตารางต่อไปนี้

rebalance

โดยหลังจากนำเงิน 5,000 บาทไปซื้อกองตราสารหนี้ TMBABF สัดส่วนพอร์ตจะเป็นไปดังตารางต่อไปนี้ครับ

  • ตราสารหนี้ไทย 21.1% (แผน SAA = 15%)
  • อสังหาฯ 27.8% (แผน SAA = 25%)
  • หุ้นไทย 22.2% (แผน SAA = 30%)
  • หุ้นเทศ 17.4% (แผน SAA = 20%)
  • ทองคำ 11.4% (แผน SAA = 10%)