สถานะพอร์ตและการตัดสินใจลงทุน (มิ.ย. 60)

model-portfolio-06-2017

Model Portfolio เดือน พ.ค. 60

มาติดตามการ Update พอร์ตตัวอย่าง ของลูกสาวผม AJ กันอีกเดือนหนึ่งนะครับ เดือนนี้เป็นเดือนที่ดีสำหรับพอร์ต AJ หลังจากในเดือนก่อนได้มีการปรับเปลี่ยนกองค่อนข้างมาก

โดยพอร์ตได้ผลตอบแทนรายเดือน +0.85% ขณะที่ Benchmark ได้ -0.05% ก็นับว่าเป็นเดือนที่มี Alpha +0.90% หลังจากที่แพ้มาหลายเดือน

ก่อนจะไปดูเหตุผลกันว่าผลตอบแทนดังกล่าวเกินขึ้นเพราะอะไร มาอัพเดทพัฒนาการของเจ้าของพอร์ตตัวจริงกันสักหน่อย ตอนนี้ก็ประมาณ 8 เดือนครึ่งแล้ว น้ำหนักกำลังทดสอบแนวต้านที่ 10 กก.

ช่วงนี้เธอกำลังร่าเริงและมีพลังมาก คลานได้ทั้งวัน และเริ่มดึงตัวเองยืนขึ้นได้บ้างแล้ว

ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาอ่านเดือนนี้เป็นเดือนแรก ถ้างงๆ ว่าอยู่ดีๆ ก็พูดถึงพอร์ตลูกสาว เรื่องมันเป็นยังไงมายังไง ขอให้กลับไปตั้งหลักที่ โพสนี้ ก่อนนะครับ


สถานะพอร์ต ณ 30 มิ.ย. 60

ก่อนอื่นดาวโหลดไฟล์ Excel เดือนนี้ ไปดูประกอบแบบชัดๆ ก่อน โดย คลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ ครับ

01-outstanding

02-performance

จากตารางด้านบน เมื่อรวมเงินใหม่ที่เพิ่งใส่เข้าไปช่วงสิ้นเดือน มูลค่าพอร์ต ณ วันที่ 30 มิ.ย. 60 จะเท่ากับ 251,630.92 บาท ซึ่งก็มี กำไรมานิดหน่อยคือ 1,630.92 บาท จากเงินลงทุนที่ใส่เข้าไปครั้งแรก 2 แสน เมื่อ 31 ส.ค. 59 และใส่เพิ่มเดือนละ 5,000 บาทมาได้ 10 เดือนแล้ว

03-benchmark

ขณะที่เมื่อเทียบผลกำไรในเดือนที่ผ่านมาซึ่งได้ +0.85% กับ Portfolio Benchmark ซึ่ง -0.05% ก็จะได้ Positive Alpha = 0.90% ถือว่าเยอะทีเดียว เมื่อเทียบกับ 10 เดือนที่ผ่านมาที่เคยทำได้

แต่หากวัดเป็นค่าสะสมตั้งแต่ ส.ค. 59 ถึงปัจจุบัน ก็จะพบว่า ผลตอบแทนสะสมของพอร์ตซึ่งได้มา +0.61%  ยังคงแพ้ผลตอบแทนสะสมของ Benchmark ซึ่ง +1.70% อยู่ถึง 1.09% แปลว่ายังต้องสร้าง Positive Alpha ขึ้นมาทดแทนอีกเยอะครับถึงจะไล่ทัน Benchmark ได้ ซึ่งจริงๆ แค่ไล่ตามได้ก็ยังไม่พอ เพราะหากเราตัดสินใจจะบริหารพอร์ตแบบ Active แล้ว มันควรจะชนะ Benchmark ให้ได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม หากลองสังเกตกราฟดัชนีกำไร (เริ่มต้น = 100) ของ Portfolio (เส้นสีน้ำเงินเข้ม) เทียบกับ Benchmark (เส้นสีฟ้า) จะเห็นว่าผลตอบแทนของพอร์ตนั้น มีความผันผวน (Volatility) น้อยกว่า Benchmark อยู่พอสมควรเลย ซึ่งก็พอจะใช้เป็นข้อแก้ตัวได้ว่า ที่ผลตอบแทนยังแพ้ ก็เพราะยังอยู่ในโหมดระมัดระวังอยู่ ไม่ได้ลงทุนเต็มความเสี่ยงที่ควรจะลง

ก็ต้องมาลุ้นกันต่อไปครับว่า เส้นน้ำเงินเข้มจะผงาดขึ้นเหนือเส้นฟ้าได้หรือไม่ในท้ายที่สุด ยังมีเวลาให้ปรับปรุงแก้ไขอีกร่วม 18 ปี กว่าลูกจะโตแล้วต้องส่งมอบพอร์ตนี้ให้เค้าครับ


 

วิเคราะห์องค์ประกอบของผลตอบแทนเดือน มิ.ย. 60

04-attribution-graph

05-attribution-old

ก่อนอื่นลองมาดูดู Benchmark Return ของเดือนนี้กันก่อนนะครับ

  • Thai Bond (ดัชนี ThaiBMA Gov. Bond 1-3Y Maturity) +0.13%
  • Thai Property (กอง M-PROPERTY) -1.02%
  • Thai Stock (ดัชนี SET TRI) +0.87%
  • Foreign Stock (ดัชนี S&P500 TRI) +0.43%
  • Alternative (ราคาทองคำ LBMA Gold AM) -1.63%

จะเห็นว่าสินทรัพย์กลุ่มหุ้นบวกกันโดยส่วนใหญ่ จะมีลบก็พวกสินทรัพย์ที่ค่อนไปทางสินทรัพย์ทางเลือก คืออสังหาริมทรัพย์ และทองคำ โดยเมื่อเอา Asset Benchmark 5 ดัชนีข้างต้น มาหาผลตอบแทนเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) ในสัดส่วน

15% : 25% : 30% : 20% : 10%

ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับ Strategic Weight หรือ SAA ของพอร์ตนี้ เดือนนี้ก็ Portfolio Benchmark จะขาดทุนนิดหน่อยคือ -0.05%

หมายความว่า ถ้าเราจัดพอร์ตให้ได้ตามสัดส่วนข้างต้น โดยไม่ต้องเลือกกองทุนให้ยุ่งยาก แค่ลงทุนในกองทุนที่พยายามสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีทั้ง 5 ที่เราเลือกมาเป็นตัวอ้างอิง ก็ควรจะได้ผลตอบแทนออกมาประมาณ -0.05% แล้ว

เดี๋ยวเราจะมาดูกันครับ ว่าทำไมพอร์ตจริงถึงชนะ Benchmark ได้เยอะจัง เพราะได้มาตั้ง +0.85% ซึ่งที่มา (Source) ของ Alpha นั้น ก็จะอยู่ในการตัดสินใจ 2 Layer ต่อไปนี้

Layer 1 : Tactical Allocation
(เอียงน้ำหนักของสินทรัพย์ในพอร์ตให้เพี้ยนไปจากแผนระยะยาว)

ในการประเมินตัวเองใน Layer นี้นั้น เราจะยังไม่ไปดูว่า กองที่เราลงได้เท่าไร แต่เราจะดูเฉพาะ Benchmark Return ว่าทำได้เท่าไร และเราตัดสินใจ Overweight หรือ Underweight สินทรัพย์นั้นในพอร์ตได้ถูกต้องมั๊ย จึงยังไม่เอาเรื่องการเลือกกองทุน (Fund Selection) มาปน

โดย Layer นี้เดือนนี้ผมถือว่าตัวเองทำได้กลางๆ

ส่วนที่ตัดสินใจถูกต้องคือ การ Underweight Property ในเดือนที่ Property Benchmark ให้ผลตอบแทน -1.02% ทำให้พอร์ตลดการขาดทุนไปได้ (SAA Weight = 25.0% / Actual Weight = 18.6%)

ส่วนที่ตัดสินใจผิด คือการ Underweight Thai Stock (SAA Weight = 30.0% / Actual Weight = 26.6%) แต่ไป Overweight Foreign Stock (SAA Weight = 20.0% / Actual Weight = 29.4%) เพราะในเดือนนี้ Thai Stock Benchmark +0.87% ขณะที่ Foreign Stock Benchmark +0.43%  ทำให้พอร์ตไม่ได้กำไรมากเท่าที่ควร

เอ… ถ้าการตัดสินใจตรงนี้ทำได้กลางๆ แสดงว่าที่ชนะมาได้เยอะ น่าจะเกิดจาก Layer ต่อไป นั่นคือ

Layer 2 : Securities/Fund Selection
(การเลือกกองทุนมาเป็นตัวแทนของสินทรัพย์)

ถ้ากลับไปอ่านเนื้อหาช่วงนี้ของ เดือนที่แล้ว จะเห็นว่าผมทำผิดพลาดในส่วนนี้เยอะมาก และได้ตัดสินใจเปลี่ยนกองขนานใหญ่ ได้แก่

  • เปลี่ยน T-PropInfraFlex เป็น TMBPIPF
    (เปลี่ยนกอง สินทรัพย์ที่ลงทุนใกล้เคียงเดิม)
  • เปลี่ยน UTSME เป็น KFDYNAMIC
    (เปลี่ยนกอง สินทรัพย์ที่ลงทุนใกล้เคียงเดิม)
  • เปลี่ยน SCBUSSM เป็น KT-EURO
    (เปลี่ยนกอง สินทรัพย์ที่ลงทุนเปลี่ยนจากหุ้น US เป็น หุ้น Europe)

ซึ่งผลจากการเปลี่ยนแปลงมันก็มาแสดงตัวเดือนนี้ได้ค่อนข้างดีครับ ผมจะไล่ไปทีละคู่

  • T-PropInfraFlex เดือนนี้ยังแย่ต่อไป -1.67% แพ้ Property Benchmark ด้วยซ้ำ ขณะที่กองที่เปลี่ยนคือ TMBPIPF เดือนนี้ให้ผลตอบแทน +0.22% ชนะทั้ง Property Benchmark และกองเดิมที่ถูกเปลี่ยนออก
  • UTSME แม้เดือนนี้จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกแล้ว และก็สามารถชนะ Thai Stock Benchmark แต่ก็ยังแพ้ KFDYNAMIC ซึ่งเป็นกองที่เปลี่ยนมาแทน โดยก็แพ้เยอะเหมือนกัน 2.60% vs 3.92%
  • SCBUSSM ซึ่งเปลี่ยนออก หากเทียบกับ KT-EURO ถือว่าตัดสินใจผิด เพราะถ้าอยู่ใน SCBUSSM ต่อ จะกำไร +2.68% แต่พอย้ายมา KT-EURO กำไรแค่ +1.40% แต่ยังไงเสีย หากเทียบกับ Foreign Stock Benchmark ก็ยังถือว่าชนะทั้งคู่ ก็ถือว่าไม่ได้ผิดมากนัก

นอกจากการตัดสินใจเปลี่ยนกองจะช่วยแล้ว กองเดิมๆ ที่ยังอยู่ในพอร์ตก็ช่วยเยอะนะครับ เพราะอย่าลืมว่าเราก็ตั้งใจเลือกมาเหมือนกัน เช่น

  • BTP +3.62% เหนือกว่า Thai Stock Benchmark เยอะเลย
  • TMBAGLF +0.91%  , ABAGS +3.29% เหนือกว่า Foreign Stock Benchmark เช่นกัน

ส่งผลให้เมื่อนำผลตอบแทนต่างๆ มารวมกันทั้งพอร์ตแล้ว จะพบว่า ผลตอบแทนของ Portfolio เดือนนี้ควรจะต้อง +1.19% เทียบกับ Benchmark ซึ่ง -0.05% แต่ที่ของจริงออกมาได้แค่ +0.85% นั้น ก็เป็นเพราะ

  1. ความคลาดเคลื่อนเรื่องเวลาในการทำรายการ
    การสับเปลี่ยนกอง ไม่ได้เกิดขึ้นทันที มันมีช่วงระยะเวลาที่ต้องรอเงินออกจากกองหนึ่ง ก่อนที่จะเข้าไปลงทุนในอีกกองหนึ่ง ขณะที่ในการคำนวณ Performance Attribution นั้น คำนวณแบบเอา NAV ปลายเดือนที่แล้ว ชนปลายเดือนนี้เลย จึงให้ผลตอบแทนไม่เท่ากัน
  2. ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย
    ในการสับเปลี่ยนกองทุนนั้น มีค่าธรรมเนียมเกิดขึ้นด้วย เช่น KFDYNAMIC โดนไป 0.5% ของเงินที่สับเปลี่ยน TMBPIPF โดนไป 1.0% และ KT-EURO โดนไป 1.5% ทำให้ผลตอบแทนส่วนหนึ่งหายไปจากค่าธรรมเนียมนี้ แต่ก็จะโดนแค่ครั้งเดียวคือเฉพาะตอนที่เกิดรายการสับเปลี่ยนเท่านั้น

โดยสรุป เดือนนี้พอร์ตชนะมาได้แบบเนื้อๆ เน้นๆ เพราะ Fund Selection เป็นหลักเลยครับ ซึ่งก็ต้องดูเดือนต่อๆ ไป เพราะนี่เป็นการวิจารณ์ผลตอบแทนแค่ระยะสั้นๆ คือ เดือนเดียวเท่านั้น ของจริงเราต้องดูยาวๆ มากกว่าว่าพอร์ตแบบนี้มันจะยังคงสร้าง Positive Alpha ได้อย่างต่อเนื่องมั๊ย

แต่ ณ จุดนี้ ผมค่อนข้างพอใจกับพอร์ต ณ ปัจจุบัน ก็จะเหลือแค่เงินใหม่ 5,000 บาทที่เพิ่งใส่เข้ามา ว่าจะเอาไปลงทุนกองอะไรดี


สรุปการปรับพอร์ตเดือนนี้

ผมตัดสินใจนำเงินใหม่ 5,000 บาท เข้าลงทุนในกอง TMBPIPF ตามรายการด้านล่างนี้

06-transaction

ด้วยเหตุผลหลักๆ จากการใช้มุมมองแบบ Contrarian อันเนื่องมาจากกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะของไทย ที่ราคาตกลงมามาก จากความกังวลทั้งเรื่องทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น และการยกเลิกการยกเว้นภาษีที่กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เคยได้รับ ผมคิดว่าตกมาขนาดนี้ถ้าเราไม่ได้รีบเร่งที่จะต้องทำกำไรทันที รอได้ ก็น่าจะพอเก็บไว้ในพอร์ตได้แล้ว

จึงใช้โอกาสนี้ขยับสัดส่วนการลงทุนใน Property ขึ้นจากที่ Underweight ไว้พอสมควร โดยหลังจากซื้อครั้งนี้ สัดส่วน Property ในพอร์ตก็จะขยับขึ้นจาก 18% มาเป็น 20% ก็ถือว่าเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังห่างจาก SAA Weight ที่ 25% อยู่ ก็ถือเป็นการทยอยสะสมสินทรัพย์ที่ตกลงมาเยอะครับ


เชิญเรียนคอร์ส DIY Portfolio รุ่นที่ 3

สำหรับท่านที่ติดตามอ่านมา แต่ยังไม่ได้เรียนคอร์สนี้ ผมอยากถือโอกาสนี้เชิญชวนให้มาเรียนด้วยกัน หากสะดวกเรื่องเวลา และทุนทรัพย์นะครับ

เรียนแล้วจะเข้าใจมากขึ้นครับ ว่าที่ผมเขียนๆ ปรับๆ อยู่ทุกเดือนนี้ มันมีหลักความคิดอะไรอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจเหล่านั้น

โดยสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และสมัครเรียนหลักสูตรนี้ได้ที่ลิ้งค์นี้เลยครับ https://www.eventpop.me/e/2002

 

สถานะพอร์ตและการตัดสินใจลงทุน (พ.ค. 60)

model-portfolio-05-2017

Model Portfolio เดือน พ.ค. 60

เดือน พ.ค. ที่ผ่านมานี้ ถือเป็นเดือนที่ดีสำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ครับ หากวัดด้วยผลตอบแทนของสินทรัพย์ต่างๆ ผ่านดัชนีที่เป็น Benchmark ของสินทรัพย์นั้นๆ ก็จะบวกอ่อนๆ กันทั้งนั้น

แต่อนิจจาพอร์ตลูกสาวผมที่กำลังจะอัพเดทให้ได้อ่านกันนั้นกลับขาดทุนได้อย่างไม่น่าเชื่อ จนเป็นเหตุให้ผมมีอารมณ์ฉุนเฉียว เกรี้ยวกราด จึงตัดสินใจปรับพอร์ตเดือนนี้มากที่สุดตั้งแต่ที่รันพอร์ตนี้มาเมื่อ ส.ค. 59 (อันที่จริงเป็นผลจากการอดหลับอดนอนเพราะลูกตื่นกลางดึกบ่อยๆ)

แต่ก่อนจะเข้าไปดูพอร์ต มาอัพเดทรูปเจ้าของพอร์ตกันก่อน ตอนนี้เอเจย่างเข้า 8 เดือน น้ำหนัก 9.7 กก. แล้วครับ

img20170531175433

ยังยืนไม่ได้นะ ในรูปคือประคองก้นไว้

img20170526094900

เธอเป็นกุลสตรีมากทีเดียว สังเกตจากท่านอน

ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาอ่านเดือนนี้เป็นเดือนแรก ถ้างงๆ ว่าอยู่ดีๆ ก็พูดถึงพอร์ตลูกสาว เรื่องมันเป็นยังไงมายังไง ขอให้กลับไปตั้งหลักที่ โพสนี้ ก่อนนะครับ


สถานะพอร์ต ณ 31 พ.ค. 60

ตั้งแต่เดือนนี้ไป ผมตั้งใจจะเขียนให้สั้นลง เพราะได้พยายามบรรยายอย่างละเอียดที่สุดมาหลายเดือนแล้ว ท่านที่ติดตามประจำ จะได้อ่านได้สบายกระชับขึ้น ส่วนท่านที่อ่านแล้วตามไม่ทัน ก็สามารถย้อนกลับไปอ่านแนวทางในเดือนก่อนๆ ได้

(ต่อไปนี้คือช่วงขายคอร์ส!)

หรือจะดีกว่านั้น  อยากให้ได้มาเรียนหลักสูตร DIY Portfolio ด้วยกันสดๆ ดีกว่าครับ เพราะจริงๆ แล้วหน้าเว็บนี้ เขียนขึ้นเพื่อให้ผู้ที่เรียนหลักสูตรดังกล่าวมาแล้ว ได้ทบทวนและฝึกฝนการตัดสินใจจากพอร์ตจริงของลูกสาวผมไปด้วยกันยาวๆ

รุ่นต่อไป (รุ่นที่ 3) ถ้าไม่ผิดพลาดอะไรก็จะเป็นวันที่ 19-20 สิงหาคมนี้ ซึ่งเมื่อกำหนดการอย่างเป็นทางการออกเมื่อไร ผมจะประชาสัมพันธ์ทางเพจ A-Academy ต่อไป โดยจะเปิดรับสมัครล่วงหน้าระมาณ 1-2 เดือนก่อนวันสัมมนาครับ

เอาล่ะ… เข้าเรื่องดีกว่าครับ ลำดับแรกดาวโหลดไฟล์ Excel ไปดูประกอบแบบชัดๆ ก่อน เช่นเคย ดาวโหลดได้โดย คลิ๊กที่นี่ ครับ

01-outstanding

02-performance

03-benchmark

เมื่อรวมเงินใหม่ที่เพิ่งใส่เข้าไปช่วงสิ้นเดือน มูลค่าพอร์ต ณ วันที่ 31 พ.ค. 60 จะเท่ากับ 244,552.77 บาท โตขึ้นมากครับเทียบกับพอร์ตเริ่มต้นที่ 200,000 บาท แต่อย่าคิดว่าโตขึ้นเพราะมีกำไรนะครับ มันเป็นการโตขึ้นเพราะเงินใหม่ที่ใส่เข้าไปเดือนละ 5,000 บาทล้วนๆ ต่างหาก

เพราะใส่ไป 9 เดือน = 9 ก้อนรวม 45,000 บาทแล้ว ดังนั้น จริงๆ พอร์ตยังขาดทุนด้วยซ้ำ เพราะต้นทุนรวม = 200,000 + 45,000 = 245,000 ตอนนี้ยังขาดทุนอยู่ 447 บาท (ดูพัฒนาการรายเดือนได้ในตารางที่ 2 ด้านบน)

ส่วนเดือนล่าสุด พ.ค. 60 นั้น ขาดทุนไปอีก -0.34% ทั้งๆ ที่ Benchmark ภาพรวมของพอร์ตมีกำไร +0.31% ด้วยซ้ำ นั่นหมายความว่าเดือนล่าสุดนี้แพ้ Benchmark ไปแบบกลับทิศกลับทาง มี Negative Alpha ถึง -0.65% เลยทีเดียว ลองไปดูกันครับว่าทำไม ?


 

วิเคราะห์องค์ประกอบของผลตอบแทนเดือน พ.ค. 60

04-attribution-graph

05-attribution-old

ก่อนอื่นอยากให้ดู Benchmark Return ของเดือนนี้กันก่อน ดังนี้

  • Thai Bond (ดัชนี ThaiBMA Gov. Bond 1-3Y Maturity) +0.25%
  • Thai Property (กอง M-PROPERTY) +0.01%
  • Thai Stock (ดัชนี SET TRI)+0.12%
  • Foreign Stock (ดัชนี S&P500 TRI) +1.25%
  • Alternative (ราคาทองคำ LBMA Gold AM) -0.14%

จะเห็นว่าบวกกันโดยส่วนใหญ่ จะมีลบก็คือทองคำ ซึ่งก็ลบไปนิดหน่อย ซึ่งถ้าเอา Asset Benchmark 5 ดัชนีข้างต้น มาหาผลตอบแทนเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) ในสัดส่วน

15% : 25% : 30% : 20% : 10%

ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับ Strategic Weight หรือ SAA ของพอร์ตนี้ เดือนนี้ก็จะกำไร บวกไป +0.31% ซึ่งก็ถือว่าไม่เลว สำหรับการที่ไม่ต้อง Take Active Decision อะไร เพียงแค่จัดพอร์ตตาม Weight ระยะยาว แล้วก็เลือกกองที่เลียนแบบดัชนีของสินทรัพย์นั้นๆ

ปัญหาที่ทำให้ผลตอบแทนจริงของพอร์ตมันออกมาติดลบนั้น กลับเป็นเพราะผมไป Take Active Decision ให้กับพอร์ต ซึ่งก็มี Active Decision อยู่ 2 Layer

Layer 1 : Tactical Allocation
(เอียงน้ำหนักของสินทรัพย์ในพอร์ตให้เพี้ยนไปจากแผนระยะยาว)

Layer นี้ผมถือว่าตัวเองทำได้ดี เช่น

  • Underweight Property ซึ่งเดือนที่ผ่านๆ มา ให้ผลตอบแทนน้อย
  • Underweight Thai Stock ซึ่งก็ซึมๆ มาหลายเดือนแล้ว
  • Overweight Foreign Stock ซึ่งก็มีผลตอบแทนดีกว่าหุ้นไทย และในเดือนล่าสุดก็ยัง +1.25% อยู่ ขณะที่หุ้นไทยบวกแค่ +0.12%

แปลว่าการตัดสินใจภาพใหญ่พอไปวัดไปวาได้ แต่มันไปผิดที่ Layer 2

Layer 2 : Securities/Fund Selection
(การเลือกกองทุนมาเป็นตัวแทนของสินทรัพย์)

ทางเลือกในการเลือกกองหลักๆ ก็มี 2 แนวคือ

  1. Passive/Index Fund ลงทุนเลียนแบบตลาดไปเลย
  2. Active Fund ลงทุนต่างจากดัชนีตลาด
    ซึ่งอาจรวมถึงการเน้นหนักบาง Sector
    ไปจนถึงการปรับเปลี่ยน Region ของสินทรัพย์

จะเห็นว่าพอร์ตปัจจุบันผมพลาดไปมาก และจริงๆ ก็มีเดือนก่อนหน้าที่พลาดลักษณะนี้มาแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเกิดครั้งแรก ที่ชัดๆ ก็เช่น

  • ผมเลือกกอง T-PropInfraFlex มาเป็นตัวแทน Thai Property แต่กองนี้เดือนที่แล้วก็แพ้ให้กับกอง M-Property ซึ่งผมเลือกมาเป็น Benchmark ไปร่วม 1%
  • ผมเลือก UTSME มาเป็นตัวแทนหุ้นไทย ซึ่งหลายเดือนที่ผ่านมา ก็แพ้ SET TRI มาตลอด เดือนนี้ SET TRI +0.12% กองก็ยังลบ -0.67% อยู่
    จะว่าเพราะหุ้นกลาง-เล็กตกก็เป็นเหตุผลส่วนหนึ่ง แต่ในช่วงเดียวกันก็มีกองทุน Mid-Small Cap หลายกองที่ผลตอบแทนดีกว่านี้ แบบที่วัดตั้งแต่ต้นปีผลตอบแทนต่างกัน 5-10% เลย
  • ผมเลือกกอง ABAGS และ SCBUSSM ซึ่งลงทุนในหุ้น US Small Cap มาเป็นตัวแทน Foreign Stock ซึ่งก็ใช้ดัชนี S&P500 TRI เป็น Benchmark จะเห็นว่าเลือก Region เดียวกันคือ “US” แต่เลือก Style ต่างกัน คือผมเลือก “Small Cap” ขณะที่ Benchmark เป็น “Large Cap”

เดือนนี้ที่โดนไปอย่างหนักหน่วงก็จาก ABAGS และ SCBUSSM นี่แหละครับ เพราะใน Layer 1 ผม Overweight Foreign Stock เพราะคิดว่ามันน่าสนใจกว่า Thai Stock ซึ่งดัชนีมันก็ขึ้นดีกว่าหุ้นไทยจริงๆ แต่กองที่ผมเลือกดันติดลบไป -4% เศษๆ กลายเป็นการ Overweight กองที่แย่ ก็เลยรับผลเสียหายไปเยอะหน่อย

และนั่นเป็นเหตุให้เดือนนี้ ผมขอปรับพอร์ตขนานใหญ่ เพื่อพยายามทำให้พอร์ตมันดีขึ้นในเดือนข้างหน้า ซึ่งก็ไม่มีอะไรมาการันตีหรอกครับว่าปรับแล้วจะถูก แถมยังมีโอกาสซวย ปรับไปแล้วแย่กว่าเดิมด้วย และที่จะโดนชัวร์ๆ แน่นอน คือค่าธรรมเนียมในการซื้อ-ขาย

แต่ถามว่าทำไมยังทำอยู่… ตอบตรงๆ เพราะมันสนุกครับ

การลงทุนมันสนุกตรงนี้ มันสนุกที่เราพยายามใช้ความรู้ ความสามารถ ไปจนกระทั่งใช้ดวง ในการพยายามสร้างผลตอบแทนให้กับพอร์ต เหมือนปั่นจักรยานใหม่ๆ แรกๆ เราอาจจะกลัว แต่พอสักพักเราก็อยากจะปล่อยมือบ้าง ออกถนนใหญ่บ้าง กระทั่งขี่วิบาก ผาดโผนไปบ้าง

นู่นล่ะครับ ลองแล้วลองเล่า วัดผลแล้ววัดผลอีก จนยอมรับว่าเรา “ห่วยจริงๆ” ค่อยคิดยอมแพ้ กลับไปลงทุนตาม Strategic Weight โดยใช้ Index Fund ก็ได้ อันที่จริงก็มีงานวิจัยรองรับหลายงาน ว่าบางทีการทำแบบนั้น ระยะยาวจะดีกว่าการมา Take Active Decision แบบที่ผมกำลังทำกับ Model Port นี้อยู่ก็เป็นได้


สรุปการปรับพอร์ตเดือนนี้

06-rebalancing-plan

ตารางนี้อยู่ด้านขวาของ Sheet แรกในไฟล์ Excel มาตั้งแต่เดือนแรกๆ แต่ผมยังไม่เคยใช้ให้ดู เดือนนี้ขอใช้ให้ดูเพราะมีการปรับพอร์ตค่อนข้างเยอะนะครับ

หัวตารางจะเขียนว่า Rebalancing Plan ซึ่งผมตั้งให้มันแสดงเฉพาะ % Change และ Baht Change หรือจะเรียกว่าเป็นส่วนต่างที่เราจะปรับก็ได้ ถ้าเป็นบวกก็คือซื้อเพิ่ม ถ้าเป็นลบก็คือขายออก

สิ่งที่ผมทำเดือนนี้คือ

  1. นำเงินใหม่ 5,000 บาท ซื้อ KFDYNAMIC
  2. เปลี่ยนกอง Property จาก T-PropInfraFlex เป็น TMBPIPF
  3. เปลี่ยนกอง Thai Stock จาก  UTSME เป็น KFDYNAMIC
  4. ขาย SCBUSSM ซึ่งเป็น US Small-Cap EQ เปลี่ยนเป็น KT-EURO ซึ่งเป็น Europe Small-Cap EQ

เหตุผล

ผมเลือก KFDYNAMIC เพราะเป็นกองหุ้นไทยที่ในระยะสั้นที่ผ่านมา สร้างผลตอบแทนได้ในระดับที่พิสดารอย่างยิ่งในสายตาผม ราวกับไปกินยาบ้ามา ลองดูตารางด้านล่างนี้นะครับ

kfdynamic

ข้อมูลผมใช้จาก WealthMagik เป็นผลตอบแทน ณ วันที่ 31 พ.ค. 60 จะเห็นว่าผลตอบแทนช่วง 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี ที่ผ่านมาของ KFDYNAMIC เมื่อเทียบกับกองทุนอ้างอิงต่างๆ ซึ่งก็มีชื่อเสียง เป็นตัวพ่อตัวแม่ใน Segment ของมัน ก็จะเห็นว่า KFDYNAMIC ระยะสั้นนั้นเด่นกว่า ราวกับไปกินยาบ้ามาก็ไม่ปาน ยิ่งใครลงทุนหุ้นเองปีนี้ จะรู้เลยว่ามันไม่ง่ายที่จะได้ผลตอบแทนระดับนั้น  ผมจึงให้คะแนนความพิสดารในการบริหารพอร์ตระยะประมาณ 1 ปีที่ผ่านมาของกองนี้ในระดับ “ดีเลิศ” แม้ระยะยาวจะได้น้อยกว่ากองอื่นๆ แต่ผมขออาศัยฝีมือในช่วงสั้นนี้ มาแก้ตัวให้ที่ UTSME ทำร้ายพอร์ตไปก่อน

ผมเลือก TMBPIPF เพราะคิดว่าอยากเปลี่ยนจาก Property Fund ที่ลงอสังหาไทยเป็นหลัก มาเป็นกองที่ลงใน Singapore ผสมกับไทยบ้าง ส่วนหนึ่งก็เพราะนโยบายที่ยืดหยุ่นกว่า ในการเลือก Property Fund / REITs เข้าพอร์ต แต่อีกส่วนก็เพราะตาลุกวาวให้กับผลตอบแทนระยะสั้นที่กองที่มี Singapore REITs ผสม ทำได้เหนือกว่ากองไทยล้วนๆ ตามตารางนี้

tmbpipf

จะเห็นว่าทั้ง TMBPIPF และ iPROP-A ทำได้ดีกว่ากองไทยล้วน เพราะมีนโยบายลงทุนใน S-REITs คล้ายๆ กัน แต่ผมขอเลือก TMBPIPF นะครับ ไม่รู้มีการเปลี่ยน Fund Manager รึเปล่า รู้แต่ตั้งแต่ต้นปีมานี้ ฝีมือดีขึ้นเมื่อเทียบกับ iPROP ของ CIMB-PRINCIPAL

ผมเลือก KT-EURO เพราะติดตามมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่มีการแข่งกันออกกองหุ้นยุโรป จนถึงปัจจุบันกองนี้ก็ยังโดดเด่น แถมกองแม่ก็ยังเป็นหุ้น Small Cap ซึ่งผมค่อนข้างชอบ และเชื่อว่าถ้าเลือกได้ดี ระยะยาวน่าจะได้มากกว่ากองที่อิง Large Cap ลองดูผลตอบแทนช่วงที่ผ่านมาเทียบกับกองหุ้นยุโรปหลักๆ ในบ้านเรานะครับ ผมว่าใช้ได้นะ

kteuro

ระวัง! การไล่ล่ากองที่ผลตอบแทนดี อาจจะไม่ได้ดีอย่างที่คิด

จะเห็นว่าแนวทางการเลือกกองใหม่ 3 กองข้างต้นของผม ค่อนข้างให้น้ำหนักกับผลตอบแทน โดยเฉพาะในช่วงสั้นๆ ที่ผ่านมา ซึ่งอาจมีโทษนะครับ เช่น ไปซื้อกองที่ถือหุ้นที่แพงแล้ว (เพราะผลตอบแทนมันขึ้นมาแล้ว) ถ้าเป็นแบบนี้ เราก็อาจจะได้ต้นทุนที่สูง ถือไปสักพักอาจแย่ก็ได้

แต่ขณะเดียวกันมันก็มีอีกมุมมองหนึ่ง ซึ่งผมใช้ ณ ขณะนี้ ก็คือเรื่องของ Momentum โดยมีหลักอยู่ว่า กลยุทธ์การลงทุนบางอย่างเมื่อใช้ได้ดีก็จะได้ผลดีไปสักระยะใหญ่ๆ ซึ่งผมเชื่อว่า 3 กองที่เลือกมา กำลัง Enjoy สถานการณ์แบบนี้อยู่ ก็เลยเสี่ยงร่วมหัวจมท้ายไปกับกองเหล่านี้ ด้วยเชื่อว่ามันน่าจะไปได้ ขณะเดียวกัน ก็คอยตั้งการ์ดไว้ในฝั่งเราเอง ว่าถ้ามันไม่เป็นอย่างที่คิด เราก็ค่อยปรับเปลี่ยนอีกที

กอรปกับในเชิง Timing ของ Asset 3 กลุ่มนี้ ผมว่าหุ้นไทยยังไปได้ ซึมมานานแล้ว Valuation ก็ไม่ได้แพงพิสดาร ส่วนอสังหานี่ยิ่งลงมาหนักเลย ตอนนี้กอง Property Fund หลายกอง (เพราะราคาตกลงมา) ก็เริ่มหา Yield แถวๆ 6-7% เจอแล้ว ซึ่งก็น่าจะเอื้อให้มีแรงเข้ามาซื้อสะสมได้ ส่วนหุ้นยุโรป ถ้าเทียบกับหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว (DM EQ) ทั้งหลาย มันก็ยังถูกอยู่ แปลว่า ต่อให้ 3 กองที่เลือกมันไม่ได้ดีอย่างที่คิด แต่ถ้า Asset มันไป เต็มที่เราก็คงแค่กำไรน้อย คงไม่ถึงกับขาดทุนน่า (เข้าข้างตัวเองฝุดๆ)


เกร็ดการทำธุรกรรมซื้่อ/ขาย/สับเปลี่ยน

จะเห็นว่าในการปรับพอร์ตครั้งนี้ จำเป็นต้องมีการสับเปลี่ยนกองทุนข้าม บลจ ซึ่งถ้าใครใช้วิธีเปิดตรงกับ บลจ แต่ละแห่งก็จะเสียเวลาอย่างมาก แต่ถ้าใช้บริการ Fund Supermart เช่นพอร์ตผมใช้ของ Nomura  หรือจะใช้ของอีกเจ้าที่แข่งๆ กันอยู่ก็คือ Phillip ก็จะสะดวกขึ้น

ปัญหาของ Nomura ก็คือ แม้จะซื้อขายกองหลาย บลจ ได้จากระบบเดียว แต่ก็ยังไม่สามารถสั่งสับเปลี่ยนข้าม บลจ ได้ ต้องใช้วิธีขายออกมาเป็นเงินสดก่อน แล้วจึงสั่งซื้อกลับเข้าไปใหม่

กรณีที่เรารู้ยอดเงินเป๊ะๆ เราสามารถทำรายการล่วงหน้ารอไว้ได้เลย เช่น ขายกอง A เงินจะเข้าอีก  3 วัน 10,000 บาท ก็สามารถสั่งซื้อกองใหม่ สมมติว่าเป็นกอง B ล่วงหน้า 10,000 บาทได้ทันที (เป็น Standing Order) ก็คือทำ 2 คำสั่งในครั้งเดียวไปเลย ขายแล้วจะได้ไม่ลืมมาซื้อกลับ

แต่รายการที่ผมกำลังจะทำนี้ มันแย่ตรงที่ไม่รู้จำนวนเงินว่าจะขายได้เท่าไร เพราะผมจะขายหน่วยทั้งหมดที่มีของ UTSME, T-PropInfraFlex และ SCBUSSM ซึ่งการขายทั้งหมดต้องสั่งขายเป็น “หน่วย” เท่านั้น ขายเป็นบาทไม่ได้ กว่าจะรู้ว่าหน่วยทั้งหมดได้เงินมากี่บาท ก็ต้องรอสิ้นวันของ Trade Date ของแต่ละกองทุนเสียก่อน ดังนั้น จึงไม่สามารถส่งคำสั่งซื้อล่วงหน้าเอาไว้รอได้

ผมจึงต้องทำรายการหน้าตาดังนี้ไว้

07-transaction

จะเห็นว่าต้องรอกว่าเงินค่าขายจะเข้าบัญชีก็วันที่ 8, 9, 12 มิ.ย. (เร็วช้าแล้วแต่ข้อกำหนดของแต่ละกอง ในที่นี้ SCBUSSM รับเงินช้าสุด) แปลว่าผมก็ต้องรอให้รายการขายเกิดก่อน จนรู้ยอดเงินแน่ๆ ค่อยมาสั่งซื้อ ซึ่งก็มีสิทธิ์ลืมได้ (ผมใช้วิธีตั้งในปฏิทินให้เตือนเอาไว้)

เท่าที่ผมได้ยินมา เหมือนระบบของ บล. Phillip จะทำคำสั่งสับเปลี่ยนข้าม บลจ. แบบที่ผมต้อง Manual เองใน Nomura ได้ แต่ผมยังไม่ได้พิสูจน์ว่าได้จริงมั๊ย ถ้าได้จริงก็ถือว่าสะดวกขึ้นอีก

แต่ไม่ว่าจะเป็นการทำ Manual เองหรือทำอัตโนมัติผ่านระบบ การปรับพอร์ตแบบนี้ก็มีข้อเสียใหญ่มากๆ ที่คนไม่ค่อยพูดถึงกันนั่นคือ มันจะมีช่วง “สูญญากาศ” ที่เงินเราจะไม่สร้างผลตอบแทนอยู่

ยกตัวอย่างผมขาย SCBUSSM สั่งวันที่ 2 มิ.ย. ต้องรอรับเงินวันที่ 12 มิ.ย. กว่าจะสั่งซื้อกอง KT-EURO ได้ก็วันนั้น เกิดในระหว่าง 2-12 มิ.ย. นี้ หุ้นยุโรปพุ่งเป็นจรวดขึ้นไป ผมก็พลาดผลตอบแทนช่วงนั้นไปได้ กลายเป็นอาจต้องไปซื้อแพงหลังหุ้นเพิ่งขึ้นแรงไปเสียนี่

ปัญหาแบบนี้แหละครับ ที่เรายังคงต้องยอมรับสภาพอยู่ ถ้าจะใช้กองทุนรวมเป็นเครื่องมือ

สถานะพอร์ตและการตัดสินใจลงทุน (เม.ย. 60)

model-portfolio-apr-2017

Model Portfolio เดือน เม.ย. 60

เดือนนี้ถือเป็นเดือนที่พอยิ้มได้ เพราะผลตอบแทนพอร์ตออกมาค่อนข้างดี แล้วก็ยังชนะ Benchmark ของพอร์ตค่อนข้างเยอะด้วย แต่ก่อนที่จะไปดูพอร์ตกัน เรามาอัพเดทพัฒนาการของเจ้าของพอร์ตตัวจริงกันเสียหน่อย

เดือนนี้มาในรูปแบบของวิดีโอให้ได้เห็นความน่ารักสดใส และแก้มอันน่าฟัดได้แบบเคลื่อนไหว ตอนนี้เธอ 6 เดือนเศษแล้ว

ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาอ่านเดือนนี้เป็นเดือนแรก ถ้างงๆ ว่าอยู่ดีๆ ก็พูดถึงพอร์ตลูกสาว เรื่องมันเป็นยังไงมายังไง ขอให้กลับไปตั้งหลักที่ โพสนี้ ก่อนนะครับ


สถานะพอร์ต ณ 28 เม.ย. 60

ลำดับแรกดาวโหลดไฟล์ Excel ไปดูประกอบแบบชัดๆ ก่อน คลิ๊กที่นี่ ครับ

01-outstanding

มูลค่าพอร์ต ณ 28 เม.ย. 60 อยู่ที่ 240,363.04 บาท โดยมูลค่านี้รวมเงินลงทุนใหม่ประจำเดือน เม.ย. 60 อีก 5,000 บาท ด้วยแล้ว

สัดส่วนการลงทุนปัจจุบันก็แบ่งเป็น

  • เงินสด 2.1% / 0.0%
  • ตราสารหนี้ไทย 14.7% / 7.5%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 0.0% / 7.5%
  • อสังหาริมทรัพย์ 19.7% / 25.0%
  • หุ้นไทย 24.8% / 30.0%
  • หุ้นต่างประเทศ 28.7% / 20.0%
  • สินทรัพย์ทางเลือก 10.0% / 10.0%

ตัวเลขด้านหน้าคือน้ำหนักที่ลงทุนจริง ตัวเลขด้านหลังเครื่องหมาย “/” คือสัดส่วนตาม Strategic Asset Allocation (SAA) หรือแผนระยะยาว

ซึ่งสัดส่วนการลงทุน ณ ปัจจุบัน แทบจะก๊อปปี้คำบรรยายของเดือนที่แล้วมาใช้ได้เลย นั่นคือมีการ Underweight หุ้นไทย ตราสารหนี้ต่างประเทศ และอสังหาริมทรัพย์อยู่ น้ำหนักการลงทุนจึงไปบวมที่ตราสารหนี้ไทย เพราะพักเงินไว้ที่นี่ อีกจุดที่บวมก็คือหุ้นต่างประเทศ เพราะมุมมองส่วนตัวผมยังคิดว่าช่วงนี้โอกาสอยู่ในหุ้นต่างประเทศอยู่ (โซนที่ชอบถ้าดูจากพอร์ตก็คือเอเชีย สหรัฐฯ และ Global Infrastructure Equity)


ผลกำไร/ขาดทุน

02-performance

อย่างที่กล่าวไปตอนต้นครับ ว่าเดือนนี้พอร์ตมีกำไรค่อนข้างดี คือกำไรมา 1,339.16 บาท หรือ +0.57% หลังจากที่ขาดทุนมาจากเมื่อ 2 เดือนก่อนหน้า

ถ้านับตั้งแต่เริ่มตั้งกองทุนนี้เมื่อสิ้นเดือน ส.ค. 59 ก็มีกำไรมาเล็กน้อย คือ 363.04 บาท หรือ +0.11% ดูๆ ไปก็เหมือนแค่ได้เก็บเงินต้น เพราะกำไรแค่นี้ในระยะเวลา 8 เดือน ถือว่าแพ้ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ด้วยซ้ำ

แต่เราจะตัดสินแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาดนะครับ เพราะระดับของความเสี่ยงและศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนมันต่างกัน ดอกเบี้ยเงินฝากนั้น ยังไงๆ มันก็ได้แค่นั้น แต่พอร์ตลักษณะนี้ เมื่อระยะเวลาผ่านไป สินทรัพย์ต่างๆ เริ่มทำงานตามธรรมชาติของมัน โอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่มากขึ้นมันมีมากกว่า

อีกอย่าง 8 เดือนยังเป็นระยะเวลาที่สั้นมาก เมื่อเทียบกับระยะเวลาการลงทุนที่จะลงทุนจนลูกผมโต ถ้าใครได้อ่าน SAA ของพอร์ต จะพบว่าพอร์ตนี้หวังผลตอบแทนเฉลี่ยที่ประมาณ 8% ต่อปีทีเดียว อยากให้ติดตามไปด้วยกันครับ ว่ามันจะไปถึงได้จริงมั๊ย ถ้าได้ ได้อย่างไร และถ้าไม่ได้ มันผิดพลาดตรงไหน และผมแก้ไขอย่างไร


ผลการดำเนินงานที่ทำได้นั้นดี/เลวแค่ไหน (Benchmarking)

ในที่นี่ก็ต้องเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ที่เหมาะสมสักชุด ซึ่งกำหนดไว้แล้วใน Investment Policy Statement (IPS) คือ

  • ThaiBMA 1-3Y Gov. Bond Index – 15%
  • M-PROPERTY – 25%
  • SET TRI – 30%
  • S&P500 TRI – 20%
  • LBMA Gold AM – 10%

โดย Weight ที่ให้กับ Index แต่ละตัว ก็สะท้อนมาจากแผน SAA เพราะเราอยากจะรู้ว่าหากวัดเทียบกับพอร์ต SAA ที่ไม่ปรับสัดส่วน Overweight/Underweight อะไรเลยระหว่างทาง เราทำได้ดีแค่ไหน

03-benchmark

โดยผลลัพธ์ของเดือนนี้นั้นออกมาดีมากๆ ครับ เพราะพอร์ต +0.57% แต่ Benchmark ของพอร์ต ขาดทุนไป -0.24% หากนำมาหักลบกัน จะพบว่าเดือนนี้พอร์ตเราชนะ Benchmark ไปถึง 0.81% 

อย่างไรก็ตามหากวัดตั้งแต่วันที่เริ่มลงทุน (Since Inception) เมื่อ 31 ส.ค. 59 ก็จะเห็นว่าพอร์ตยังทำผลงานได้แพ้ Benchmark อยู่ เพราะได้กำไรมาเพียง +0.10% ขณะที่ Benchmark ได้ +1.44% (อ่านค่าในตารางบรรทัดสุดท้าย)

ก็หวังว่าในเดือนต่อๆ พอร์ตจะทำงานได้ดีขึ้น จนสามารถชนะ Benchmark แบบ Since Inception ได้ เพราะถ้าทำไปยาวๆ แล้วไม่ชนะ ก็ถือว่าความพยายามที่จะ Make Active Decisions มันสูญเปล่า ได้แค่สนุก แต่ไม่ออกดอกออกผลอะไร สู้ลงทุนเลียนแบบ Benchmark ไปเลยเสียก็จบ


วิเคราะห์องค์ประกอบผลตอบแทน (Performance Attribution)

05-attribution-old

ตารางข้างต้น เป็นตารางแบบที่ผมใช้อธิบายองค์ประกอบของผลตอบแทนของพอร์ต มาตลอด 7 เดือนที่ผ่านมา แต่ตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป ผมขอนำเสนอในรูปแบบของกราฟแท่ง น่าจะเข้าใจง่ายกว่า ใครที่อ่านตารางเป็นเพราะติดตามมาหลายเดือนแล้ว จะอ่านจากตารางข้างบนก็ได้นะครับ หรือจะดูกราฟนี้ก็ได้

04-attribution-graph

ในการวิเคราะห์องค์ประกอบของผลตอบแทนนั้น เราจะวิเคราะห์กัน 2 ระดับ คือระดับสัดส่วนสินทรัพย์ (Tactical Allocation) และระดับการเลือกกองทุน (Selection) โดยอ่านค่าได้จากหัวตารางในกราฟด้านบน

1)  ระดับของสัดส่วนสินทรัพย์ (Tactical Allocation)

จะเห็นว่าผมมี Overweight หุ้นต่างประเทศ และตราสารหนี้ไทยไว้ ขณะที่ Underweight อสังหาริมทรัพย์ และ หุ้นไทย โดยคงน้ำหนักปานกลาง (Neutral Weight) สินทรัพย์ทางเลือก (ซึ่งในที่นี้คือทองคำ)

ก็ต้องมาดูครับว่าเรา Overweight สินทรัพย์ที่ขึ้นเยอะ และ Underweight สินทรัพย์ที่ขึ้นน้อย (หรือสินทรัพย์ที่ขาดทุน) ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็ถือว่าตัดสินใจถูกต้อง โดยการจะดูว่าสินทรัพย์ไหนขึ้นเยอะ ขึ้นน้อย อย่าเพิ่งไปดูที่ชื่อกอง (ซึ่งเป็นกราฟแท่งสีฟ้า) นะครับ เพราะนั่นเราจะไปวัดในส่วนของ Selection แต่ให้ดูที่ Asset Benchmark (ซึ่งเป็นกราฟแท่งสีเทา) ก่อน เพราะเป็นดัชนีที่ผมเลือกมาเป็นตัวแทนการลงทุนในสินทรัพย์นั้นๆ โดย

  • Thai Bond มี Asset Benchmark คือดัชนี ThaiBMA 1-3Y Gov. Bond Index
  • Property มี Asset Benchmark คือกอง M-PROPERTY ของ บลจ. MFC (ไม่ใช้ดัชนี SET PF&REITS เนื่องจากดัชนีดังกล่าว ไม่มีการเผยแพร่ดัชนีผลตอบแทนรวม ซึ่งรวมเงินปันผลเข้าไปด้วย มีแต่เพียงดัชนีที่เป็น Price Index ที่ไม่รวมเงินปันผล ซึ่งไม่ควรนำมาใช้ เพราะการลงทุนใน Property จริงๆ นั้น มันได้ปันผลด้วย)
  • Thai Stock มี Asset Benchmark คือ ดัชนี SET TRI
  • Foreign Stock มี Asset Benchmark คือ ดัชนี S&P500 TRI
  • Alternative มี Asset Benchmark คือราคาทองคำ LBMA Gold AM

จากรูปข้างบน เรียงจากสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนแย่สุดจะพบว่า

  • เดือนนี้ Property ให้ผลตอบแทนแย่สุด คือขาดทุน -2.81% ซึ่งผม Underweight สินทรัพย์นี้พอดี ก็ถือว่าทำได้ถูกต้อง
  • แย่รองลงมาคือ Thai Stock แต่ก็ไม่ได้แย่มาก เพราะก็ยังมีกำไรอยู่ เพียงแต่กำไรน้อยกว่าสินทรัพย์อื่น คือกำไร +0.14% ซึ่งผม Underweight สินทรัพย์นี้ ก็ถือว่าทำได้ถูกต้องเช่นกัน
  • ถัดมาเป็น Thai Bond +0.18% ซึ่งผม Overweight ทรัพย์นี้อยู่นิดหน่อย (16.8% vs 15.0%) จริงๆ ก็ถือว่าไม่ดีนัก เพราะยังมีทรัพย์อื่นที่ได้มากกว่านี้
  • ดีลำดับถัดมาเป็น Foreign Stock +0.99% ซึ่งผม Overweight ทรัพย์นี้ก็ถือว่าถูกต้อง เพราะลงทุนเยอะ ในของที่ขึ้นเยอะ
  • ดีที่สุดของเดือนนี้คือ Alternative ซึ่ง +1.92% โดยผมลงน้ำหนักปกติ (Neutral Weight) ไว้ ก็ถือว่าไม่มีสิทธิ์ให้คะแนนตัวเอง เพราะไม่ได้ปรับน้ำหนักแตกต่างไปจากแผนระยะยาว

โดยรวมเดือนนี้ผมให้คะแนน Tactical Allocation ตัวเอง 7-8 คะแนน เต็ม 10 ครับ

2) ระดับของ Fund Selection

คือการเลือกกองทุนที่มาทำหน้าที่เป็นตัวแทนสินทรัพย์นั้น และในกรณี Foreign Stock นั้น ยังรวมถึงการเลือก Region หรือ Sub-Asset Class ด้วย เพราะใช้ Benchmark เป็นหุ้นสหรัฐ (S&P500 TRI) แต่ผมเลือกกองแบบอิสระตามภูมิภาคที่ชอบ

เดือนนี้ได้ผลลัพธ์ดังนี้ครับ

  • K-FIXED แพ้ Asset Benchmark ไปนิดหน่อย (+0.16% vs +0.18%)
  • T-PropInfraFlex แม้เดือนนี้จะขาดทุน แต่ก็ชนะ Asset Benchmark พอสมควรเลย (-1.95% vs -2.81%) ถือว่าเลือกกองได้ดี
  • BTP และ UTSME ยังมีปัญหาเหมือนเดือนก่อนๆ คือแพ้ Asset Benchmark และเป็นการแพ้แบบพิศดาร คือแพ้แบบกลับทาง เพราะ BTP -1.35% UTSME -1.43% ขณะที่ SET TRI +0.14% ถือว่าเลือกกองได้ไม่ดี
  • กองต่างประเทศทุกกองที่ลงทั้ง TMBAGLF (เอเชีย : หลักๆ คือจีน + อินเดีย) ABAGS (หุ้นเล็กสหรัฐฯ) SCBUSSM (หุ้นเล็กสหรัฐฯ) CIMB-PRINCIPAL GIF (หุ้นโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก) ให้ผลตอบแทน 3.11 – 4.55% ขณะที่ Asset Benchmark ได้แค่ 0.99% ก็ถือว่าเลือกมาได้ดีมากทุกกอง
  • TMBGOLDS ก็ได้เกาะๆ ไปกับ Asset Benchmark เพราะเป็น Index Fund อยู่แล้ว ไม่วิจารณ์อะไรมากครับ

โดยรวมเดือนนี้ผมให้คะแนน Selection ตัวเอง 7-8 คะแนน เต็ม 10 ครับ

ทั้งนี้ถ้ารวมผลการตัดสินใจจากทั้ง Tactical Allocation + Selection แล้ว ในเดือนนี้พอร์ตผมกำไร +0.63% เทียบกับ Portfolio Benchmark ที่ขาดทุน -0.24% ก็ถือว่าทำได้ดีมากครับ สาเหตุหลักที่ทำให้ชนะได้มากขนาดนี้ ก็จะพบว่ามาจาก 2 เหตุผลคือ

  1. พอร์ตมีการ Underweight Property ซึ่งขาดทุนเยอะในเดือนนี้
    และนอกจากจะ Underweight แล้ว กอง T-PropInfraFlex ที่เลือกก็ยังขาดทุนน้อยกว่า Benchmark อีก ทำให้ได้ดี 2 ต่อ (ขาดทุนน้อยลง 2 ต่อ)
  2. พอร์ตมีการ Overweight Foreign Stock ซึ่งได้ผลตอบแทนค่อนข้างดีในเดือนนี้ และกองทุนทุกกองที่นำมาลงทุนแทน Foreign Stock ก็ให้ผลตอบแทนดีมากๆ ทำให้ได้ดี 2 ต่อ (กำไรมากขึ้น 2 ต่อ) อีกเช่นกัน

นอกจากนั้น 2 เหตุผลข้างต้น ยังมาชดเชยข้อผิดพลาดจากการเลือกกองทุนหุ้นไทย (BTP & UTSME) ได้ไม่ดีลงได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ต้องเตือนว่า ผลการวิเคราะห์ข้างต้นนั้น เป็นของเดือนนี้เท่านั้น ควรกลับไปอ่านของเดือนก่อนๆ ดูด้วย จะเห็นพัฒนาการ

ในความเป็นจริง ผมไม่ได้ให้น้ำหนักกับการวิเคราะห์รายเดือน แล้วปรับพอร์ตตามมันขนาดนั้น แต่ก็ติดตามแนวโน้มไปเรื่อยๆ ถ้าเห็นอะไรที่ห่วยชัดเจนต่อเนื่อง ก็ค่อยตัดสินใจปรับ อย่าลืมว่าทุกกองที่ลงไป ก่อนลงเราก็คัดสรรมาอย่างดีแล้ว และให้น้ำหนักกับระยะยาว ดังนั้นการที่มันพลาดไม่กี่เดือน คงไม่ใช่เหตุผลที่จะเอาออก


แล้วจะปรับพอร์ตยังไง

ผมค่อนข้างพอใจในสถานะปัจจุบันของพอร์ตแล้ว ส่วนกองหุ้นไทยที่มีปัญหานั้น ผมก็ยังอยากให้โอกาสเค้าอยู่ เพราะทั้งสองกองก็เป็น Active Fund ที่มีความ Active สูง เคยทำผลงานในอดีตได้ดีมาก ซึ่งก็เป็นไปได้ที่ในช่วงสั้นๆ อาจจะไม่ Perform แต่ถ้าถือได้นานพอก็ไม่น่าจะแย่จนถึงขั้นรับไม่ได้ อีกอย่างตอนนี้ผมก็ยัง Underweight หุ้นไทยอยู่ ผลกระทบส่วนนี้มันก็จะถูกลดทอนลงไปด้วย

แต่เนื่องจากเดือนนี้มีเงินใหม่รอลงทุนอีก 5,000 บาท ซึ่งต้องตัดสินใจลงทุน ผมตัดสินใจลงเงินทั้ง 5,000 บาทในกอง TMBAGLF เพราะคิดว่าราคาหุ้นฝั่งประเทศกำลังพัฒนาก็ขึ้นไปมากแล้ว หากดูแนวโน้มราคา ตามแนวคิด Trend Following ก็ยังถือ Let Profit Run ไปได้เรื่อยๆ แต่คงไม่ซื้อเพิ่ม ส่วนหุ้นเอเชีย (หลักๆ คือจีนและอินเดีย) นั้นแม้ขึ้นมาพอสมควร แต่เทียบความถูกแพง (Relative Valuation) ก็ยังถือว่าถูกกว่าฝั่ง US อยู่ ก็ซื้อกองนี้ ตาม Transaction ด้านล่าง

06-transaction

ไว้เดือนหน้าเรามาติดตามกันต่อนะครับ

ตัวอย่างการตัดสินใจลงทุน (Model Portfolio) สำหรับผู้เรียนหลักสูตร "DIY Portfolio" สร้างและบริหารพอร์ตกองทุนรวมด้วยตนเอง โดย A-Academy