Category Archives: Taking Actions

สถานะพอร์ตและการตัดสินใจลงทุน (ส.ค. 60)

model-portfolio-08-2017

Model Portfolio เดือน ส.ค. 60

เดือนนี้ถือเป็นเดือนครบรอบ 1 ปี ของการลงทุนในพอร์ตตัวอย่างพอร์ตนี้ ซึ่งนอกจากจะเป็นพอร์ตตัวอย่าง เพื่อฝึกการตัดสินใจและฝึกการวัดและประเมินผลสำหรับผู้ที่เรียนหลักสูตร DIY Portfolio แล้ว

พอร์ตนี้ก็ยังเป็นพอร์ตเงินจริงที่ผมจะมอบให้กับลูกสาวของผมในอีกประมาณ 18 ปีข้างหน้าด้วย (ตามที่เคยได้เขียนรายละเอียดไปเมื่อตอนเริ่มต้นลงทุนที่ โพสนี้ )

ถือว่าปิดเดือนที่ 12 ของการลงทุนได้ด้วยดี คือได้ผลตอบแทนเป็นบวก โดยเดือนนี้พอร์ต +1.37% แต่ก็อาจไม่ดีนักเพราะแพ้ Benchmark ของพอร์ตซึ่งได้ถึง +1.92%

ถือเป็นเดือนที่สินทรัพย์ต่างๆ ให้ผลตอบแทนดีมากๆ เพราะนอกจากหุ้นต่างประเทศท่ี่ลบหน่อยๆ แล้ว ทุกสินทรัพย์ก็ให้ผลตอบแทนเป็นบวกหมด โดยเฉพาะการฟื้นตัวขึ้นมาของสินทรัพย์ไทย ซึ่งทั้ง Property และ Thai Stock ดีดขึ้นมาแรงถึงกว่า 3% ในเดือนเดียว

อ๊ะๆ… แต่โดยธรรมเนียมก่อนจะไปดูรายละเอียดกัน มาอัพเดทการเจริญเติบโตของเอเจ ลูกสาวผม เจ้าของพอร์ตตัวจริงกันก่อนสิว่าน่ารักขนาดไหนแล้ว

aj-10-5-month

ตอนนี้หนูย่าง 11 เดือนแล้วนะคะ เริ่มมีแววเป็นหญิงบ้างแล้ว จากที่ถูกทักว่า ‘หล่อเหมือนพ่อ” มาตลอด อิอิอิ


สถานะพอร์ต ณ 31 ส.ค. 60

ก่อนอื่นดาวโหลดไฟล์ Excel เดือนนี้ ไปดูประกอบแบบชัดๆ ก่อน โดย คลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ ครับ

01-outstanding

02-performance

จากตารางด้านบน เมื่อรวมเงินใหม่ที่เพิ่งใส่เข้าไปช่วงสิ้นเดือน มูลค่าพอร์ต ณ วันที่ 31 ส.ค. 60 จะเท่ากับ 268,619.76 บาท โดยมี กำไรสะสมมาแล้วคือ 8,619.76 บาท หรือคิดเป็นประมาณ +3.35% จากเงินลงทุนที่ใส่เข้าไปครั้งแรก 2 แสน เมื่อ 31 ส.ค. 59 และใส่เพิ่มเดือนละ 5,000 บาทมาได้ 12 เดือน

ดูกำไรอาจจะไม่ได้เยอะมากมาย เนื่องจากพอร์ตที่จัดนี้ก็ไม่ใช่พอร์ตเสี่ยงสูงอะไรมากนัก อีกทั้งใน 12 เดือนที่ผ่านมาสินทรัพย์หลักๆ เช่นหุ้นไทยก็ซึมมานานเพิ่งจะมาดีเอาเดือนที่แล้ว ส่วนอสังหาฯ และทองคำ ซึ่งพอร์ตนี้มีนโยบายกระจายการลงทุนไปในน้ำหนักที่พอสมควร ก็ให้ผลตอบแทนติดลบในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา

นอกจากนั้นพอร์ตยังได้รับอิทธิพลจาก Front-end Fee ที่เกิดตอนที่ซื้อครั้งแรกอยู่พอสมควร (โดยเฉพาะตอนที่เริ่มลงทุนเงิน 2 แสนบาทก้อนแรก) ได้มาเท่านี้ ไม่ขาดทุนก็ถือว่าพอไปวัดไปวาได้ อย่างน้อยก็ชนะกองทุนรวมตราสารหนี้พอให้ไม่อาย

แต่สิ่งที่ผมอยากชี้ให้เห็นนอกจากเรื่องกำไร/ขาดทุน ซึ่งเราจะวิจารณ์กันอยู่แล้วเหมือนทุกเดือน คือเรื่องของ “ขนาดของพอร์ต” ที่โตขึ้นมาจาก 2 แสน มาเป็นร่วม 2.7 แสนแล้ว แน่นอนว่ามาจากเงินต้นที่ใส่เข้าไปเป็นประจำเป็นหลัก ซึ่งเป็นปัจจัยที่เราควบคุมได้มากกว่าเรื่องผลตอบแทน

ดังนั้น ฝั่งผลตอบแทนเราก็พยายามบริหารไป แต่ก็อย่าละเลยเงินลงทุนเพิ่มนะครับ โดยเฉพาะกรณีที่เราไม่ได้มีพอร์ตใหญ่โตแต่แรก เงินที่ใส่เพิ่มเข้าไปเรื่อยๆ จะสำคัญมาก


ซึ่งนอกจากการวัดกำไรแบบ Absolute เทียบกับต้นทุนแล้ว เรามาดูการวัดแบบ Relative เทียบกับเกณฑ์มาตรฐานที่มีความเสี่ยงอยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับพอร์ตจริง หรือที่เราเรียกว่า Portfolio Benchmark กันบ้าง

03-benchmark

จากตารางและกราฟ จะเห็นว่าในตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา หากดูในช่อง Alpha ก็จะพบว่าพอร์ตจริงแพ้ Benchmark อยู่ 7 เดือน และชนะได้เพียง 5 เดือน ทำให้เมื่อสะสมผลการแพ้ชนะทบต้นมา 12 เดือน สรุปแล้วคือพอร์ตแพ้ไป -1.22%

ซึ่งแปลว่าความพยายามทำนู่นทำนี่ของผมตลอด 12 เดือนที่ผ่านมายังไม่ค่อยเป็นผลเท่าไร เพราะถ้าผมไม่มัวมาปรับ Weight แบบ Tactical Asset Allocation (TAA) แต่คง Weight ไว้ให้เท่ากับ Weight ระยะยาวหรือ Strategic Asset Allocation (SAA) เสีย รวมทั้งเรื่องการเลือกกองก็ไม่ต้องเลือกมาก เน้นลงทุนใน Index Fund ที่เลียนแบบดัชนีของสินทรัพย์ต่างๆ ไป ผลตอบแทนที่ได้ก็อาจมากกว่าพอร์ตจริง

แต่นั่นไม่ใช่วัตถุประสงค์ของพอร์ตตัวอย่างนี้ครับ เพราะพอร์ตนี้อยากจะลองฝึกการตัดสินใจแบบต่างๆ ดู ผิดก็ปรับแก้กันไป เรียนรู้กันไป

ว่าแล้วลองมาดูกันครับ ว่าเดือนนี้การตัดสินใจไหนที่ถูกและนำมาซึ่งผลตอบแทนที่ดี และการตัดสินใจไหนที่ผิดและนำมาซึ่งผลตอบแทนที่แย่ (จนทำให้แพ้ Benchmark)

 


วิเคราะห์องค์ประกอบของผลตอบแทนเดือน ส.ค. 60

04-attribution-graph

05-attribution-old

ก่อนอื่นลองมาดู Benchmark Return ของเดือนนี้กันก่อนนะครับ

  • Thai Bond (ดัชนี ThaiBMA Gov. Bond 1-3Y Maturity) +0.23%
  • Thai Property (กอง M-PROPERTY) +2.60%
  • Thai Stock (ดัชนี SET TRI) +3.32%
  • Foreign Stock (ดัชนี S&P500 TRI) -0.34%
  • Alternative (ราคาทองคำ LBMA Gold AM) +1.86%

ถือเป็นเดือนที่ดีของนักลงทุนไทย เพราะสินทรัพย์ฝั่งไทยบวกหมดและบวกแรงด้วย ซึ่งเมื่อคำนวณผลตอบแทนเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) ในสัดส่วน

15% : 25% : 30% : 20% : 10%

ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับ Strategic Weight หรือ SAA ของพอร์ตนี้ เดือนนี้ก็ Portfolio Benchmark จะมีกำไร +1.92%

หมายความว่า ถ้าเราจัดพอร์ตให้ได้ตามสัดส่วนข้างต้น และลงทุนในกองทุนที่พยายามสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีทั้ง 5 ที่เราเลือกมาเป็นตัวอ้างอิง ก็ควรจะได้ผลตอบแทนออกมาประมาณ +1.92% แล้ว

ทีนี้เรามาดูกันครับ ว่าทำไมพอร์ตจริงถึงแพ้ Benchmark ได้ ซึ่งที่มา (Source) ของ Alpha นั้น ก็จะอยู่ในการตัดสินใจ 2 Layer ต่อไปนี้

Layer 1 : Tactical Allocation
(เอียงน้ำหนักของสินทรัพย์ในพอร์ตให้เพี้ยนไปจากแผนระยะยาว)

ในการประเมินตัวเองใน Layer นี้นั้น เราจะยังไม่ไปดูว่า กองที่เราลงได้เท่าไร แต่เราจะดูเฉพาะ Benchmark Return ว่าทำได้เท่าไร และเราตัดสินใจ Overweight หรือ Underweight สินทรัพย์นั้นในพอร์ตได้ถูกต้องมั๊ย จึงยังไม่เอาเรื่องการเลือกกองทุน (Fund Selection) มาปน

โดย Layer นี้เดือนนี้ถือว่าผมพลาด เพราะส่วนที่ตัดสินใจถูกต้อง “ไม่มีเลย” แต่ส่วนที่ตัดสินใจผิด คือ

  • การ Underweight Property ในเดือนที่ Property Benchmark ให้ผลตอบแทนเป็นบวกค่อนข้างมาก คือ +2.60% ทำให้แทนที่จะได้เยอะ ก็เลยได้น้อยลง (SAA Weight = 25.0% / Actual Weight = 20.6%)
  • การ Underweight Thai Stock ในเดือนที่ Thai Stock Benchmark ให้ผลตอบแทนเป็นบวกแรงมาก คือ +3.32% ทำให้แทนที่จะได้เยอะ ก็เลยได้น้อยลง (SAA Weight = 30.0% / Actual Weight = 26.8%)
  • การ Overweight Foreign Stock ในเดือนที่ Foreign Stock Benchmark ให้ผลตอบแทนเป็นลบคือ -0.34% ทำให้ขาดทุนมากขึ้น (SAA Weight = 20.0% / Actual Weight = 28.2%)

ในการประเมิน Layer นี้เราจะไม่ประเมินสินทรัพย์ที่คงน้ำหนักไว้กลางๆ (Neutral Weight) เพราะถือว่าเราลงทุนตามแผนระยะยาว ไม่ได้เอียงพอร์ตไปด้านใดด้านหนึ่ง ถือว่าไม่ใช่ Active Decision จึงไม่ต้องวัดผลว่าทำถูกหรือผิด

Layer 2 : Securities/Fund Selection
(การเลือกกองทุนมาเป็นตัวแทนของสินทรัพย์)

ที่นี่มาดูที่ตัวกองที่เราเลือก ว่าทำได้ดีกว่า Asset Benchmark ของตัวมันเองมั๊ย ซึ่งได้ผลดังนี้

  • K-FIXED +0.38% vs BM + 0.23% ชนะ!
  • TMBPIPF +0.78% vs BM +2.60% แพ้
  • BTP +2.19% vs BM +3.32% แพ้
  • KFDYNAMIC +4.18% vs BM +3.32% ชนะ!
  • TMBAGLF +0.35% vs BM -0.34% ชนะ!
  • KT-EURO -0.45% vs BM -0.34% แพ้นิดหน่อย
  • KF-GTECH -1.14% vs BM -0.34% แพ้
  • CIMB PRINCIPAL GIF +1.24% vs BM -0.34% ชนะ!
  • TMBGOLDS +2.91% vs BM +3.12% แพ้นิดหน่อย

จะเห็นว่าใน Layer นี้ผลก็ออกมาผสมๆ กันนะครับ คือชนะบ้างแพ้บ้าง แต่เมื่อนำผลตอบแทนของทั้งสองชั้นการตัดสินใจ มารวมกัน ก็จะพบว่าผลตอบแทนของ Portfolio ได้ +1.37% เทียบกับ Portfolio Benchmark ซึ่งได้ +1.92% ซึ่งแปลว่า โดยรวมแล้ว Active Decision ของเดือนนี้ทำแล้วแพ้ไปนะครับ

ปล. แต่ต้องเน้นตรงนี้นะครับ ว่าการวิเคราะห์ในส่วนนี้ เป็นผลของเดือนนี้เท่านั้น ไม่ได้แปลว่าเราจะเอาผลนี้ไปใช้ปรับพอร์ตอะไรได้มากมาย เพราะการลงทุนจริงๆ มันยาวกว่านั้น ไม่มีอะไรดีทุกเดือนอยู่แล้ว และก็ไม่มีอะไรที่แย่ตลอดเช่นกัน แต่ที่เอามาเขียนให้ดูแบบนี้ เพื่อฝึกให้วิเคราะห์พอร์ตตัวเองให้เป็นเฉยๆ ครับ


สรุปการปรับพอร์ตเดือนนี้

ผมมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันของสินทรัพย์ต่างๆ ก็ยังอยู่ในภาวะที่ไม่ได้มีอะไรน่ากลัวเป็นพิเศษ ฝั่งหุ้นต่างประเทศอาจจะแพงบ้าง แต่ถ้าไม่นับเรื่องความเสี่ยงที่เกินจะคาดเดาอย่างภัยสงครามต่างๆ ความเสี่ยงหลักๆ ก็ไม่คิดว่ามีอะไรที่น่ากลัวจนเราควรต้องปรับพอร์ตตั้งการ์ดรอไว้ตั้งแต่ตอนนี้

ในทางกลับกัน สินทรัพย์ในประเทศก็ดูดีขึ้นด้วยซ้ำ ทั้งหุ้นไทย และอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ไทย หากวัดด้วยดัชนี SET PF&REIT Index ก็เพิ่งกลับมาเป็นขาขึ้น (สะท้อนจากการสามารถยืนอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 20 และ 40 สัปดาห์ หรือ 100 และ 200 วันได้แล้ว)

pfreit

ดังนั้นผมคิดว่าพอร์ตสินทรัพย์ไทยที่ Underweight ไว้ ก็จะพยายามปรับมาให้เป็น Neutral Weight มากขึ้น เพียงแต่ยังไม่อยากขาย Foreign Stock ออกมาแบ่ง Weight ให้สินทรัพย์ไทยในทันที เพราะกองหุ้นต่างประเทศทั้งหมดที่ถือ ผมก็ยังเชื่อว่ามันยังไปได้ โดยเฉพาะเมื่อดูจากแนวโน้มราคาแบบ Trend Following ที่ทุกตัวยังอยู่ในขาขึ้นอยู่

ดังนั้นเดือนนี้ พอร์ตเก่าก็ไม่ไปแตะอะไรมัน ส่วนเงินใหม่ 5 พันบาท ก็จะแบ่งไปเติม Weight ให้สินทรัพย์ที่พร่องอยู่ ซึ่งหลักๆ ก็คือหุ้นไทย และก็จะเติมเข้าไปในทองคำนิดหน่อย เพราะราคาก็ปรับตัวดีขึ้นมาค่อนข้างน่าสนใจ (หากคิดแบบ Trend Follower)

สรุปเดือนนี้จึงกระจายเงินใหม่ 5 พันบาทไปซื้อกองทุนต่างๆ ดังนี้

  • BTP 2 พันบาท
  • KFDYNAMIC 2 พันบาท
  • TMBGOLDS 1 พันบาท

หุ้นไทยก็ยังกระจายสองกอง ตามพอร์ตเดิม ทองคำก็ยังใช้กองเดิม และได้ทำ Transaction ไปดังรูปนี้ครับ

06-transaction

สังเกตว่าทองคำรายการจะเกิดวันที่ 5 ก.ย. เนื่องจากวันที่ 4 ก.ย. เป็นวันหยุดของกอง TMBGOLDS ครับ

สถานะพอร์ตและการตัดสินใจลงทุน (ก.ค. 60)

model-portfolio-07-2017

Model Portfolio เดือน ก.ค. 60

เดือนนี้ยังเป็นเดือนที่ดีอย่างต่อเนื่อง นอกจากที่พอร์ตจะมีกำไร +1.36% แล้ว กำไรดังกล่าวยังสูงกว่า Portfolio Benchmark ซึ่งทำได้ +0.91% ทำให้มี Alpha ประมาณ +0.45% ถือเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันที่ได้ผลลัพธ์แบบนี้

ก่อนจะเข้าเรื่อง มาดูพัฒนาการของหนูน้อยกันก่อนเช่นเคยนะครับ ตอนนี้ AJ อายุได้ 9 เดือนครึ่งแล้ว น้ำหนักก็แตะๆ 10 กิโล เริ่มกินข้าวเยอะขึ้น ลดนมแม่ลง ซนมากมาย แต่ก็น่ารักมากมายเช่นกัน

ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาอ่านเดือนนี้เป็นเดือนแรก ถ้างงๆ ว่าอยู่ดีๆ ก็พูดถึงพอร์ตลูกสาว เรื่องมันเป็นยังไงมายังไง ขอให้กลับไปตั้งหลักที่ โพสนี้ ก่อนนะครับ


สถานะพอร์ต ณ 31 ก.ค. 60

ก่อนอื่นดาวโหลดไฟล์ Excel เดือนนี้ ไปดูประกอบแบบชัดๆ ก่อน โดย คลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ ครับ

outstanding

performance

จากตารางด้านบน เมื่อรวมเงินใหม่ที่เพิ่งใส่เข้าไปช่วงสิ้นเดือน มูลค่าพอร์ต ณ วันที่ 31 ก.ค. 60 จะเท่ากับ 260,053.03 บาท โดยมี กำไรสะสมมาแล้วคือ 5,053.03 บาท จากเงินลงทุนที่ใส่เข้าไปครั้งแรก 2 แสน เมื่อ 31 ส.ค. 59 และใส่เพิ่มเดือนละ 5,000 บาทมาได้ 11 เดือน

benchmark

และจากตารางนี้ จะเห็นว่า เดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ถือเป็นเดือนที่พอร์ตโตมากสุด คือ +1.36% นับตั้งเดือนที่เริ่มต้นลงทุน ซึ่งเมื่อเทียบกับ Portfolio Benchmark ซึ่ง +0.91% ก็จะได้ Positive Alpha = 0.45% ซึ่งก็ถือว่าดี และเป็นการชนะต่อเนื่องมาจากเดือนที่แล้ว

แต่หากวัดเป็นค่าสะสมตั้งแต่ ส.ค. 59 ถึงปัจจุบัน ก็จะพบว่า ผลตอบแทนสะสมของพอร์ตซึ่งได้มา +1.98%  ยังคงแพ้ผลตอบแทนสะสมของ Benchmark ซึ่ง +2.63% อยู่ -0.65% แปลว่ายังต้องสร้าง Positive Alpha ขึ้นมาทดแทนอีกพอสมควรถึงจะไล่ทัน Benchmark ได้ ซึ่งจริงๆ แค่ไล่ตามได้ก็ยังไม่พอ เพราะหากเราตัดสินใจจะบริหารพอร์ตแบบ Active แล้ว มันควรจะชนะ Benchmark ให้ได้ด้วย

ก็ต้องมาลุ้นกันต่อไปครับว่า เส้นน้ำเงินเข้มจะผงาดขึ้นเหนือเส้นฟ้าได้หรือไม่ในท้ายที่สุด ยังมีเวลาให้ปรับปรุงแก้ไขอีกร่วม 18 ปี กว่าลูกจะโตแล้วต้องส่งมอบพอร์ตนี้ให้เค้าครับ


วิเคราะห์องค์ประกอบของผลตอบแทนเดือน ก.ค. 60

attribution-graph

attribution-table

ก่อนอื่นลองมาดูดู Benchmark Return ของเดือนนี้กันก่อนนะครับ

  • Thai Bond (ดัชนี ThaiBMA Gov. Bond 1-3Y Maturity) +0.19%
  • Thai Property (กอง M-PROPERTY) +0.83%
  • Thai Stock (ดัชนี SET TRI) +0.10%
  • Foreign Stock (ดัชนี S&P500 TRI) +2.29%
  • Alternative (ราคาทองคำ LBMA Gold AM) +1.86%

ถือเป็นเดือนที่ดีสุดๆ ไปเลย เพราะทุกสินทรัพย์ที่เลือกมาเป็น Asset Benchmark บวกหมด จะมีบวกน้อยๆ ก็หุ้นไทย  ซึ่งเมื่อคำนวณผลตอบแทนเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) ในสัดส่วน

15% : 25% : 30% : 20% : 10%

ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับ Strategic Weight หรือ SAA ของพอร์ตนี้ เดือนนี้ก็ Portfolio Benchmark จะมีกำไร +0.91%

หมายความว่า ถ้าเราจัดพอร์ตให้ได้ตามสัดส่วนข้างต้น โดยไม่ต้องเลือกกองทุนให้ยุ่งยาก แค่ลงทุนในกองทุนที่พยายามสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีทั้ง 5 ที่เราเลือกมาเป็นตัวอ้างอิง ก็ควรจะได้ผลตอบแทนออกมาประมาณ +0.91% แล้ว

ทีนี้เรามาดูกันครับ ว่าทำไมพอร์ตจริงถึงชนะ Benchmark ได้ ซึ่งที่มา (Source) ของ Alpha นั้น ก็จะอยู่ในการตัดสินใจ 2 Layer ต่อไปนี้

Layer 1 : Tactical Allocation
(เอียงน้ำหนักของสินทรัพย์ในพอร์ตให้เพี้ยนไปจากแผนระยะยาว)

ในการประเมินตัวเองใน Layer นี้นั้น เราจะยังไม่ไปดูว่า กองที่เราลงได้เท่าไร แต่เราจะดูเฉพาะ Benchmark Return ว่าทำได้เท่าไร และเราตัดสินใจ Overweight หรือ Underweight สินทรัพย์นั้นในพอร์ตได้ถูกต้องมั๊ย จึงยังไม่เอาเรื่องการเลือกกองทุน (Fund Selection) มาปน

โดย Layer นี้เดือนนี้ผมถือว่าตัวเองทำได้ดี

ส่วนที่ตัดสินใจถูกต้องคือ

  • การ Underweight Thai Stock ในเดือนที่ Thai Stock Benchmark ให้ผลตอบแทนต่ำสุดเมื่อเทียบกับทั้ง 5 สินทรัพย์ คือ +0.10% ทำให้เหลือเงินไปลงอย่างอื่นที่ผลตอบแทนดีกว่า (SAA Weight = 30.0% / Actual Weight = 25.9%)
  • การ Overweight Foreign Stock ในเดือนที่ Foreign Stock Benchmark ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทั้ง 5 สินทรัพย์ คือ +2.29%  (SAA Weight = 20.0% / Actual Weight = 29.1%)

ส่วนที่ตัดสินใจผิด คือ

  • การ Underweight Property ในเดือนที่ Property Benchmark ให้ผลตอบแทนเป็นบวกค่อนข้างมาก คือ +0.83% ทำให้แทนที่จะได้เยอะ ก็เลยได้น้อยลง (SAA Weight = 25.0% / Actual Weight = 20.2%)

ในการประเมิน Layer นี้เราจะไม่ประเมินสินทรัพย์ที่คงน้ำหนักไว้กลางๆ (Neutral Weight) เพราะถือว่าเราลงทุนตามแผนระยะยาว ไม่ได้เอียงพอร์ตไปด้านใดด้านหนึ่ง ถือว่าไม่ใช่ Active Decision จึงไม่ต้องวัดผลว่าทำถูกหรือผิด

Layer 2 : Securities/Fund Selection
(การเลือกกองทุนมาเป็นตัวแทนของสินทรัพย์)

จากการปรับเปลี่ยนกองทุนครั้งใหญ่ เมื่อ เดือนเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา กองทุนที่อยู่ในพอร์ตก็ดีขึ้นมาก โดยกองทุนหลักๆ ที่ถือ Weight เยอะเกือบทั้งหมด Overperformed Asset Benchmark ได้ ซึ่งแปลว่า กองทุนที่เลือกสร้างผลตอบแทนแบบ Active ได้ดีกว่าสินทรัพย์ที่กองทุนนั้นเข้าลงทุนโดยรวม นั่นคือ

  • K-FIXED +0.32% vs BM + 0.19% ชนะ!
  • TMBPIPF +1.56% vs BM +0.83% ชนะ!
  • BTP -0.07% vs BM +0.10% แพ้นิดหน่อย T_T
  • TMBAGLF +4.44% vs BM +2.29% ชนะ!
  • KT-EURO +2.66% vs BM +2.29% ชนะ!
  • ABAGS -1.46% vs BM +2.29% แพ้เยอะเลย T_T
  • CIMB PRINCIPAL GIF +0.43% vs BM +2.29% แพ้แต่ก็ยังกำไรล่ะนะ
  • TMBGOLDS +1.35% vs BM +1.86%
    กอง Index Fund แท้ๆ ทำไมแพ้บ่อยจังเห้อ

จาก 2 Layer การตัดสินใจ เมื่อนำผลตอบแทนต่างๆ มารวมกันทั้งพอร์ตแล้ว จะพบว่า ผลตอบแทนของ Portfolio จึงออกมาเป็น +1.38% เทียบกับ Portfolio Benchmark คือ +0.91% ซึ่งแปลว่า แม้บางการตัดสินใจจะผิดบ้าง แต่ภาพรวมก็ถือว่าถูกต้อง และชนะ Total Portfolio Benchmark ได้


สรุปการปรับพอร์ตเดือนนี้

การปรับพอร์ตเดือนนี้ผมจะปรับ 2 ส่วน คือส่วนเงินเก่าในกอง ABAGS (หุ้นเล็กสหรัฐฯ) ซึ่งผมจะย้ายไปเป็นกอง KF-GTECH (หุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก) ซึ่งถ้าพิจารณาจาก Momentum ของราคาตามแนว Trend Following แล้วจากกราฟด้านล่างแล้ว ก็จะเห็นว่าทั้งคู่ยังเคลื่อนไหวอยู่ในทิศทางขาขึ้นอยู่

us2000

ixn

จากรูป ผมใช้กราฟสัปดาห์ และใช้เส้นค่าเฉลี่ย MA-20 สัปดาห์ (100 วัน) และ MA-40 สัปดาห์ (200 วัน) เป็นเกณฑ์พิจารณาแนวโน้มในระยะกลาง-ยาว) ดังนั้นการเปลี่ยนจากสินทรัพย์หนึ่งที่อยู่ในขาขึ้น มาเป็นอีกสินทรัพย์ที่อยู่ในขาขึ้นเหมือนกันก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร

ส่วนในเรื่อง Valuation ความถูกแพงนั้น ทั้งคู่ก็แพงสุดๆ อยู่แล้ว เพียงแต่ผมเชื่อว่าหุ้น Global Tech น่าจะมี EPS ที่เติบโตได้ดีกว่า US Small Cap ก็เลยขอเปลี่ยน โดยการทำรายการนั้น ผมจะทำรายการขาย ABAGS ทั้งหมด และเมื่อรู้ว่าได้เงินจากการขายเท่าใด ก็จะเข้าซื้อกองทุน KF-GTECH ในยอดเท่านั้น

จริงๆ กอง Global Tech EQ ในบ้านเรามีออกใหม่หลายกอง ซึ่งแต่ละ บลจ. ก็เลือกมาแต่กองที่ดีๆ ทั้งนั้น ที่ผมเลือกกองนี้เพราะเมื่อดูผลตอบแทนของ Master Fund คือ T.Rowe Price Global Technology Equity Fund แล้ว มีผลตอบแทน YTD สูงที่สุด ก็เดาเอาว่า Fund Manager น่าจะกำลังทำอะไรได้ถูกต้องอยู่ (หรือจะเรียกว่า “กำลังมือขึ้น” ก็ได้)

อีกการตัดสินใจหนึ่งคือ เงินใหม่ 5,000 บาท ผมจะแบ่งอย่างละครึ่ง เข้าลงทุนใน TMBPIPF และ KFDYNAMIC ซึ่งยังเป็นสินทรัพย์ที่อยู่ในสถานะ Underweight อยู่ เพื่อให้มี Weight ที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันทั้งในแง่ความถูกแพง ทั้งสองสินทรัพย์ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่แพงมากมาย

และนี่คือ Transaction ที่ผมทำนะครับ

transaction

จะเห็นว่ายังไม่มีรายการซื้อ KF-GTECH เพราะต้องรอรู้ยอดเงินจากการขาย ABAGS ก่อน (เนื่องจากเราขายทิ้งทั้งหมดเป็นจำนวนหน่วย ต้องรอให้รู้ NAV ที่ขายได้จึงจะรู้ยอดเงิน) เมื่อรู้ยอดเมื่อไร ผมก็จะมาทำรายล่วงหน้าให้ทำการซื้อ KF-GTECH ในวันที่ 10 ส.ค. 60 ซึ่งเป็นวันที่เงินค่าขาย ABAGS จะเข้าบัญชี

ปรับพอร์ตข้าม บลจ. และเป็นกองต่างประเทศก็มักจะใช้เวลานานแบบนี้ล่ะครับ นี่ถ้าระหว่างวันนี้ถึง 10 ส.ค. กอง Tech ขึ้นไปเยอะ ก็ถือว่าซวยไป เป็นอะไรที่ Beyond Control จริงๆ ครับ


เชิญเรียนคอร์ส DIY Portfolio รุ่นที่ 3 (อีก 30 ที่สุดท้ายเท่านั้น)

สำหรับท่านที่ติดตามอ่านมา แต่ยังไม่ได้เรียนคอร์สนี้ ผมอยากถือโอกาสนี้เชิญชวนให้มาเรียนด้วยกัน หากสะดวกเรื่องเวลา และทุนทรัพย์นะครับ

เรียนแล้วจะเข้าใจมากขึ้นครับ ว่าที่ผมเขียนๆ ปรับๆ อยู่ทุกเดือนนี้ มันมีหลักความคิดอะไรอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจเหล่านั้น

โดยสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และสมัครเรียนหลักสูตรนี้ได้ที่ลิ้งค์นี้เลยครับ https://www.eventpop.me/e/2002 เหลืออีก 30 ที่นั่งสุดท้ายเท่านั้นครับ

สถานะพอร์ตและการตัดสินใจลงทุน (มิ.ย. 60)

model-portfolio-06-2017

Model Portfolio เดือน พ.ค. 60

มาติดตามการ Update พอร์ตตัวอย่าง ของลูกสาวผม AJ กันอีกเดือนหนึ่งนะครับ เดือนนี้เป็นเดือนที่ดีสำหรับพอร์ต AJ หลังจากในเดือนก่อนได้มีการปรับเปลี่ยนกองค่อนข้างมาก

โดยพอร์ตได้ผลตอบแทนรายเดือน +0.85% ขณะที่ Benchmark ได้ -0.05% ก็นับว่าเป็นเดือนที่มี Alpha +0.90% หลังจากที่แพ้มาหลายเดือน

ก่อนจะไปดูเหตุผลกันว่าผลตอบแทนดังกล่าวเกินขึ้นเพราะอะไร มาอัพเดทพัฒนาการของเจ้าของพอร์ตตัวจริงกันสักหน่อย ตอนนี้ก็ประมาณ 8 เดือนครึ่งแล้ว น้ำหนักกำลังทดสอบแนวต้านที่ 10 กก.

ช่วงนี้เธอกำลังร่าเริงและมีพลังมาก คลานได้ทั้งวัน และเริ่มดึงตัวเองยืนขึ้นได้บ้างแล้ว

ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาอ่านเดือนนี้เป็นเดือนแรก ถ้างงๆ ว่าอยู่ดีๆ ก็พูดถึงพอร์ตลูกสาว เรื่องมันเป็นยังไงมายังไง ขอให้กลับไปตั้งหลักที่ โพสนี้ ก่อนนะครับ


สถานะพอร์ต ณ 30 มิ.ย. 60

ก่อนอื่นดาวโหลดไฟล์ Excel เดือนนี้ ไปดูประกอบแบบชัดๆ ก่อน โดย คลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ ครับ

01-outstanding

02-performance

จากตารางด้านบน เมื่อรวมเงินใหม่ที่เพิ่งใส่เข้าไปช่วงสิ้นเดือน มูลค่าพอร์ต ณ วันที่ 30 มิ.ย. 60 จะเท่ากับ 251,630.92 บาท ซึ่งก็มี กำไรมานิดหน่อยคือ 1,630.92 บาท จากเงินลงทุนที่ใส่เข้าไปครั้งแรก 2 แสน เมื่อ 31 ส.ค. 59 และใส่เพิ่มเดือนละ 5,000 บาทมาได้ 10 เดือนแล้ว

03-benchmark

ขณะที่เมื่อเทียบผลกำไรในเดือนที่ผ่านมาซึ่งได้ +0.85% กับ Portfolio Benchmark ซึ่ง -0.05% ก็จะได้ Positive Alpha = 0.90% ถือว่าเยอะทีเดียว เมื่อเทียบกับ 10 เดือนที่ผ่านมาที่เคยทำได้

แต่หากวัดเป็นค่าสะสมตั้งแต่ ส.ค. 59 ถึงปัจจุบัน ก็จะพบว่า ผลตอบแทนสะสมของพอร์ตซึ่งได้มา +0.61%  ยังคงแพ้ผลตอบแทนสะสมของ Benchmark ซึ่ง +1.70% อยู่ถึง 1.09% แปลว่ายังต้องสร้าง Positive Alpha ขึ้นมาทดแทนอีกเยอะครับถึงจะไล่ทัน Benchmark ได้ ซึ่งจริงๆ แค่ไล่ตามได้ก็ยังไม่พอ เพราะหากเราตัดสินใจจะบริหารพอร์ตแบบ Active แล้ว มันควรจะชนะ Benchmark ให้ได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม หากลองสังเกตกราฟดัชนีกำไร (เริ่มต้น = 100) ของ Portfolio (เส้นสีน้ำเงินเข้ม) เทียบกับ Benchmark (เส้นสีฟ้า) จะเห็นว่าผลตอบแทนของพอร์ตนั้น มีความผันผวน (Volatility) น้อยกว่า Benchmark อยู่พอสมควรเลย ซึ่งก็พอจะใช้เป็นข้อแก้ตัวได้ว่า ที่ผลตอบแทนยังแพ้ ก็เพราะยังอยู่ในโหมดระมัดระวังอยู่ ไม่ได้ลงทุนเต็มความเสี่ยงที่ควรจะลง

ก็ต้องมาลุ้นกันต่อไปครับว่า เส้นน้ำเงินเข้มจะผงาดขึ้นเหนือเส้นฟ้าได้หรือไม่ในท้ายที่สุด ยังมีเวลาให้ปรับปรุงแก้ไขอีกร่วม 18 ปี กว่าลูกจะโตแล้วต้องส่งมอบพอร์ตนี้ให้เค้าครับ


 

วิเคราะห์องค์ประกอบของผลตอบแทนเดือน มิ.ย. 60

04-attribution-graph

05-attribution-old

ก่อนอื่นลองมาดูดู Benchmark Return ของเดือนนี้กันก่อนนะครับ

  • Thai Bond (ดัชนี ThaiBMA Gov. Bond 1-3Y Maturity) +0.13%
  • Thai Property (กอง M-PROPERTY) -1.02%
  • Thai Stock (ดัชนี SET TRI) +0.87%
  • Foreign Stock (ดัชนี S&P500 TRI) +0.43%
  • Alternative (ราคาทองคำ LBMA Gold AM) -1.63%

จะเห็นว่าสินทรัพย์กลุ่มหุ้นบวกกันโดยส่วนใหญ่ จะมีลบก็พวกสินทรัพย์ที่ค่อนไปทางสินทรัพย์ทางเลือก คืออสังหาริมทรัพย์ และทองคำ โดยเมื่อเอา Asset Benchmark 5 ดัชนีข้างต้น มาหาผลตอบแทนเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) ในสัดส่วน

15% : 25% : 30% : 20% : 10%

ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับ Strategic Weight หรือ SAA ของพอร์ตนี้ เดือนนี้ก็ Portfolio Benchmark จะขาดทุนนิดหน่อยคือ -0.05%

หมายความว่า ถ้าเราจัดพอร์ตให้ได้ตามสัดส่วนข้างต้น โดยไม่ต้องเลือกกองทุนให้ยุ่งยาก แค่ลงทุนในกองทุนที่พยายามสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีทั้ง 5 ที่เราเลือกมาเป็นตัวอ้างอิง ก็ควรจะได้ผลตอบแทนออกมาประมาณ -0.05% แล้ว

เดี๋ยวเราจะมาดูกันครับ ว่าทำไมพอร์ตจริงถึงชนะ Benchmark ได้เยอะจัง เพราะได้มาตั้ง +0.85% ซึ่งที่มา (Source) ของ Alpha นั้น ก็จะอยู่ในการตัดสินใจ 2 Layer ต่อไปนี้

Layer 1 : Tactical Allocation
(เอียงน้ำหนักของสินทรัพย์ในพอร์ตให้เพี้ยนไปจากแผนระยะยาว)

ในการประเมินตัวเองใน Layer นี้นั้น เราจะยังไม่ไปดูว่า กองที่เราลงได้เท่าไร แต่เราจะดูเฉพาะ Benchmark Return ว่าทำได้เท่าไร และเราตัดสินใจ Overweight หรือ Underweight สินทรัพย์นั้นในพอร์ตได้ถูกต้องมั๊ย จึงยังไม่เอาเรื่องการเลือกกองทุน (Fund Selection) มาปน

โดย Layer นี้เดือนนี้ผมถือว่าตัวเองทำได้กลางๆ

ส่วนที่ตัดสินใจถูกต้องคือ การ Underweight Property ในเดือนที่ Property Benchmark ให้ผลตอบแทน -1.02% ทำให้พอร์ตลดการขาดทุนไปได้ (SAA Weight = 25.0% / Actual Weight = 18.6%)

ส่วนที่ตัดสินใจผิด คือการ Underweight Thai Stock (SAA Weight = 30.0% / Actual Weight = 26.6%) แต่ไป Overweight Foreign Stock (SAA Weight = 20.0% / Actual Weight = 29.4%) เพราะในเดือนนี้ Thai Stock Benchmark +0.87% ขณะที่ Foreign Stock Benchmark +0.43%  ทำให้พอร์ตไม่ได้กำไรมากเท่าที่ควร

เอ… ถ้าการตัดสินใจตรงนี้ทำได้กลางๆ แสดงว่าที่ชนะมาได้เยอะ น่าจะเกิดจาก Layer ต่อไป นั่นคือ

Layer 2 : Securities/Fund Selection
(การเลือกกองทุนมาเป็นตัวแทนของสินทรัพย์)

ถ้ากลับไปอ่านเนื้อหาช่วงนี้ของ เดือนที่แล้ว จะเห็นว่าผมทำผิดพลาดในส่วนนี้เยอะมาก และได้ตัดสินใจเปลี่ยนกองขนานใหญ่ ได้แก่

  • เปลี่ยน T-PropInfraFlex เป็น TMBPIPF
    (เปลี่ยนกอง สินทรัพย์ที่ลงทุนใกล้เคียงเดิม)
  • เปลี่ยน UTSME เป็น KFDYNAMIC
    (เปลี่ยนกอง สินทรัพย์ที่ลงทุนใกล้เคียงเดิม)
  • เปลี่ยน SCBUSSM เป็น KT-EURO
    (เปลี่ยนกอง สินทรัพย์ที่ลงทุนเปลี่ยนจากหุ้น US เป็น หุ้น Europe)

ซึ่งผลจากการเปลี่ยนแปลงมันก็มาแสดงตัวเดือนนี้ได้ค่อนข้างดีครับ ผมจะไล่ไปทีละคู่

  • T-PropInfraFlex เดือนนี้ยังแย่ต่อไป -1.67% แพ้ Property Benchmark ด้วยซ้ำ ขณะที่กองที่เปลี่ยนคือ TMBPIPF เดือนนี้ให้ผลตอบแทน +0.22% ชนะทั้ง Property Benchmark และกองเดิมที่ถูกเปลี่ยนออก
  • UTSME แม้เดือนนี้จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกแล้ว และก็สามารถชนะ Thai Stock Benchmark แต่ก็ยังแพ้ KFDYNAMIC ซึ่งเป็นกองที่เปลี่ยนมาแทน โดยก็แพ้เยอะเหมือนกัน 2.60% vs 3.92%
  • SCBUSSM ซึ่งเปลี่ยนออก หากเทียบกับ KT-EURO ถือว่าตัดสินใจผิด เพราะถ้าอยู่ใน SCBUSSM ต่อ จะกำไร +2.68% แต่พอย้ายมา KT-EURO กำไรแค่ +1.40% แต่ยังไงเสีย หากเทียบกับ Foreign Stock Benchmark ก็ยังถือว่าชนะทั้งคู่ ก็ถือว่าไม่ได้ผิดมากนัก

นอกจากการตัดสินใจเปลี่ยนกองจะช่วยแล้ว กองเดิมๆ ที่ยังอยู่ในพอร์ตก็ช่วยเยอะนะครับ เพราะอย่าลืมว่าเราก็ตั้งใจเลือกมาเหมือนกัน เช่น

  • BTP +3.62% เหนือกว่า Thai Stock Benchmark เยอะเลย
  • TMBAGLF +0.91%  , ABAGS +3.29% เหนือกว่า Foreign Stock Benchmark เช่นกัน

ส่งผลให้เมื่อนำผลตอบแทนต่างๆ มารวมกันทั้งพอร์ตแล้ว จะพบว่า ผลตอบแทนของ Portfolio เดือนนี้ควรจะต้อง +1.19% เทียบกับ Benchmark ซึ่ง -0.05% แต่ที่ของจริงออกมาได้แค่ +0.85% นั้น ก็เป็นเพราะ

  1. ความคลาดเคลื่อนเรื่องเวลาในการทำรายการ
    การสับเปลี่ยนกอง ไม่ได้เกิดขึ้นทันที มันมีช่วงระยะเวลาที่ต้องรอเงินออกจากกองหนึ่ง ก่อนที่จะเข้าไปลงทุนในอีกกองหนึ่ง ขณะที่ในการคำนวณ Performance Attribution นั้น คำนวณแบบเอา NAV ปลายเดือนที่แล้ว ชนปลายเดือนนี้เลย จึงให้ผลตอบแทนไม่เท่ากัน
  2. ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย
    ในการสับเปลี่ยนกองทุนนั้น มีค่าธรรมเนียมเกิดขึ้นด้วย เช่น KFDYNAMIC โดนไป 0.5% ของเงินที่สับเปลี่ยน TMBPIPF โดนไป 1.0% และ KT-EURO โดนไป 1.5% ทำให้ผลตอบแทนส่วนหนึ่งหายไปจากค่าธรรมเนียมนี้ แต่ก็จะโดนแค่ครั้งเดียวคือเฉพาะตอนที่เกิดรายการสับเปลี่ยนเท่านั้น

โดยสรุป เดือนนี้พอร์ตชนะมาได้แบบเนื้อๆ เน้นๆ เพราะ Fund Selection เป็นหลักเลยครับ ซึ่งก็ต้องดูเดือนต่อๆ ไป เพราะนี่เป็นการวิจารณ์ผลตอบแทนแค่ระยะสั้นๆ คือ เดือนเดียวเท่านั้น ของจริงเราต้องดูยาวๆ มากกว่าว่าพอร์ตแบบนี้มันจะยังคงสร้าง Positive Alpha ได้อย่างต่อเนื่องมั๊ย

แต่ ณ จุดนี้ ผมค่อนข้างพอใจกับพอร์ต ณ ปัจจุบัน ก็จะเหลือแค่เงินใหม่ 5,000 บาทที่เพิ่งใส่เข้ามา ว่าจะเอาไปลงทุนกองอะไรดี


สรุปการปรับพอร์ตเดือนนี้

ผมตัดสินใจนำเงินใหม่ 5,000 บาท เข้าลงทุนในกอง TMBPIPF ตามรายการด้านล่างนี้

06-transaction

ด้วยเหตุผลหลักๆ จากการใช้มุมมองแบบ Contrarian อันเนื่องมาจากกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะของไทย ที่ราคาตกลงมามาก จากความกังวลทั้งเรื่องทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น และการยกเลิกการยกเว้นภาษีที่กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เคยได้รับ ผมคิดว่าตกมาขนาดนี้ถ้าเราไม่ได้รีบเร่งที่จะต้องทำกำไรทันที รอได้ ก็น่าจะพอเก็บไว้ในพอร์ตได้แล้ว

จึงใช้โอกาสนี้ขยับสัดส่วนการลงทุนใน Property ขึ้นจากที่ Underweight ไว้พอสมควร โดยหลังจากซื้อครั้งนี้ สัดส่วน Property ในพอร์ตก็จะขยับขึ้นจาก 18% มาเป็น 20% ก็ถือว่าเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังห่างจาก SAA Weight ที่ 25% อยู่ ก็ถือเป็นการทยอยสะสมสินทรัพย์ที่ตกลงมาเยอะครับ


เชิญเรียนคอร์ส DIY Portfolio รุ่นที่ 3

สำหรับท่านที่ติดตามอ่านมา แต่ยังไม่ได้เรียนคอร์สนี้ ผมอยากถือโอกาสนี้เชิญชวนให้มาเรียนด้วยกัน หากสะดวกเรื่องเวลา และทุนทรัพย์นะครับ

เรียนแล้วจะเข้าใจมากขึ้นครับ ว่าที่ผมเขียนๆ ปรับๆ อยู่ทุกเดือนนี้ มันมีหลักความคิดอะไรอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจเหล่านั้น

โดยสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และสมัครเรียนหลักสูตรนี้ได้ที่ลิ้งค์นี้เลยครับ https://www.eventpop.me/e/2002