สถานะพอร์ตและการตัดสินใจลงทุน (ก.ย. 60)

model-portfolio-09-2017

Model Portfolio เดือน ก.ย. 60

ถือเป็นเดือนที่ 13 ของการลงทุนในพอร์ตตัวอย่าง ที่ใช้เงินจริงพอร์ตนี้  (อ่านที่มาที่ไปของพอร์ตได้จาก โพสนี้ )

เดือนนี้ถือเป็นอีกเดือนที่ชื่นมื่น โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนชาวไทย เพราะสินทรัพย์แถวบ้านเราปรับตัวขึ้นแรงอย่างต่อเนื่อง พอร์ตตัวอย่างนี้เองก็ได้กำไรรวมทั้งพอร์ตมา +1.72% เช่นกัน

ก่อนไปดูรายละเอียดพอร์ต ก็มาดูหนู AJ เจ้าของพอร์ตตัวจริงกันก่อนสักหน่อย เดือนนี้เธอก็ 11 เดือนแล้ว ช่วงต้นเดือนได้ไป Admit โรงพยาบาลเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิด จากการติดเชื้อ RSV โดนไปศิริรวม 3 คืน

ดีที่คุณพ่อวางแผนเรื่องประกันต่างๆ ไว้ ทันที ตั้งแต่ที่เด็กเล็กสามารถซื้อประกันได้ (อายุครบ 1 เดือน) ทำให้ไม่ต้องควักเงินจ่ายเพิ่ม (และได้ Cash Back มาเล็กน้อย)

แต่แม้จะไม่เดือดร้อนเงิน แต่ก็ถือว่าเดือดร้อนใจมากทีเดียว เพราะหลังจากออกจาก รพ. มา เธอก็หวาดระแวงไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้อยู่หลายวัน เพราะกลัวจะมาดูดน้ำมูกเธอเหมือนที่เธอโดนวันละ 4-5 ครั้งที่ รพ.

img20170922150753


สถานะพอร์ต ณ 29 ก.ย. 60

ก่อนอื่นดาวโหลดไฟล์ Excel เดือนนี้ ไปดูประกอบแบบชัดๆ ก่อน โดย คลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ ครับ

01-outstanding

02-performance

จากตารางด้านบน เมื่อรวมเงินใหม่ 5,000 บาทที่เพิ่งใส่เข้าไปช่วงสิ้นเดือน และเงินปันผลที่ได้รับจากกอง TMBPIPF อีก 1,534.91 บาท มูลค่าพอร์ต ณ วันที่ 29 ก.ย. 60 จะเท่ากับ 278,252.76 บาท โดยมี กำไรสะสมมาแล้วคือ 13,252.16 บาท หรือคิดเป็นประมาณ 5% จากเงินลงทุนที่ใส่เข้าไปครั้งแรก 2 แสน เมื่อ 31 ส.ค. 59 และใส่เพิ่มเดือนละ 5,000 บาทมาได้ 13 เดือน

โดยในเดือนล่าสุดพอร์ตได้กำไรมา 4,632.40 บาท หรือ +1.72% นี่คือการวัดแบบ Absolute คือวัดเทียบกับต้นทุนหรือมูลค่าพอร์ต ณ เดือนก่อน ซึ่งเราจะรู้แค่ว่าได้กำไรมา แต่จะยังตอบไม่ได้ว่ากำไรนี้ถือว่าเราทำได้ดีหรือไม่

จะตอบได้ต้องมาวัดแบบ Relative เทียบกับเกณฑ์มาตรฐานที่มีความเสี่ยงอยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับพอร์ตจริง หรือที่เราเรียกว่า Portfolio Benchmark เสริมเข้าไปด้วย ดัังนี้

03-benchmark

จากตารางบรรทัดสุดท้าย จะเห็นว่าพอร์ตจริงทำได้ +1.72% ส่วน Portfolio Benchmark ทำได้ +2.97% ซึ่งก็แปลว่า แม้จะกำไรก็จริง แต่ก็ถือว่าทำได้น้อยเกินไป เพราะ Benchmark ที่ความเสี่ยงพอๆ กัน ทำกำไรได้มากกว่า

 

ซึ่งเราก็จะมาเจาะดูกันต่อครับ ว่าทำไม Benchmark ถึงได้เยอะ และที่พอร์ตแพ้เนี่ย เกิดจากจุดไหน


วิเคราะห์องค์ประกอบของผลตอบแทนเดือน ก.ย. 60

04-attribution-graph

05-attribution-old

ก่อนอื่นลองมาดู Benchmark Return ของเดือนนี้กันก่อนนะครับ

  • Thai Bond (ดัชนี ThaiBMA Gov. Bond 1-3Y Maturity) +0.15%
  • Thai Property (กอง M-PROPERTY) +6.08%
  • Thai Stock (ดัชนี SET TRI) +3.74%
  • Foreign Stock (ดัชนี S&P500 TRI) +2.27%
  • Alternative (ราคาทองคำ LBMA Gold AM) -1.44%

อย่างที่บอกไปช่วงต้นนะครับ ว่าเดือนนี้ชื่นมื่นจริงๆ เพราะหายากนะครับที่สินทรัพย์ต่างๆ จะบวกกันเดือนเดียวเกิน 2% ได้หลายๆ สินทรัพย์
โดยเฉพาะอสังหาฯ ไทย ที่บวกมาเดือนนี้ถึง 6.08%

ซึ่งเมื่อคำนวณผลตอบแทนเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) ในสัดส่วน

15% : 25% : 30% : 20% : 10%

ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับ Strategic Weight หรือ SAA ของพอร์ตนี้ เดือนนี้ก็ Portfolio Benchmark จะมีกำไร +2.97%

หมายความว่า ถ้าเราจัดพอร์ตให้ได้ตามสัดส่วนข้างต้น และลงทุนในกองทุนที่พยายามสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีทั้ง 5 ที่เราเลือกมาเป็นตัวอ้างอิง ก็ควรจะได้ผลตอบแทนออกมาประมาณ +2.97% แล้ว

ทีนี้เรามาดูกันครับ ว่าทำไมพอร์ตจริงถึงแพ้ Benchmark ได้ ซึ่งที่มา (Source) ของ Alpha นั้น ก็จะอยู่ในการตัดสินใจ 2 Layer ต่อไปนี้

Layer 1 : Tactical Allocation
(เอียงน้ำหนักของสินทรัพย์ในพอร์ตให้เพี้ยนไปจากแผนระยะยาว)

ในการประเมินตัวเองใน Layer นี้นั้น เราจะยังไม่ไปดูว่า กองที่เราลงได้เท่าไร แต่เราจะดูเฉพาะ Benchmark Return ว่าทำได้เท่าไร และเราตัดสินใจ Overweight หรือ Underweight สินทรัพย์นั้นในพอร์ตได้ถูกต้องมั๊ย จึงยังไม่เอาเรื่องการเลือกกองทุน (Fund Selection) มาปน

ในการประเมิน Layer นี้เราจะไม่ประเมินสินทรัพย์ที่คงน้ำหนักไว้กลางๆ (Neutral Weight) เพราะถือว่าเราลงทุนตามแผนระยะยาว ไม่ได้เอียงพอร์ตไปด้านใดด้านหนึ่ง ถือว่าไม่ใช่ Active Decision จึงไม่ต้องวัดผลว่าทำถูกหรือผิด

ในส่วนที่ผมมี Over/Underweight ไว้ เดือนนี้ถือว่าตัดสินใจผิด เพราะ…

  • Underweight Property ในเดือนที่ Property Benchmark ให้ผลตอบแทนเป็นบวกค่อนข้างมาก คือ +6.08% ทำให้แทนที่จะได้เยอะ ก็เลยได้น้อยลง (SAA Weight = 25.0% / Actual Weight = 19.6%)
  • Overweight Foreign Stock ในเดือนที่ Foreign Stock Benchmark ให้ผลตอบแทนเป็นบวก แต่บวกไม่เท่ากับหุ้นไทย และอสังหาฯ ไทย (SAA Weight = 20.0% / Actual Weight = 27.2%)

ถ้าจะให้ถูกผมควรทำกลับกัน คือ Overweight Property แล้ว Underweight Foreign Stock มากกว่า หรือจะให้ Active น้อยลงกว่านั้นก็คือถ้า Neutral มันทุกสินทรัพย์เลย เดือนนี้จะได้ผลตอบแทน ดีกว่าพอร์ตจริงที่จัด

Layer 2 : Securities/Fund Selection
(การเลือกกองทุนมาเป็นตัวแทนของสินทรัพย์)

ที่นี่มาดูที่ตัวกองที่เราเลือก ว่าทำได้ดีกว่า Asset Benchmark ของตัวมันเองมั๊ย ซึ่งได้ผลดังนี้

  • K-FIXED +0.24% vs BM + 0.15% ชนะ
  • TMBPIPF +1.47% vs BM +6.08% แพ้อย่างมาก!
  • BTP +3.58% vs BM +3.74% แพ้นิดหน่อย
  • KFDYNAMIC +7.77% vs BM +3.74% ชนะอย่างมาก!
  • TMBAGLF -3.01% vs BM +2.27% แพ้อย่างมาก!
  • KT-EURO +3.46% vs BM +2.27% ชนะ
  • KF-GTECH +0.87% vs BM +2.27% แพ้
  • CIMB PRINCIPAL GIF +0.41% vs BM +2.27% แพ้
  • TMBGOLDS -1.29% vs BM -1.44% ชนะนิดหน่อย

เช่นเดิมนะครับ ผลก็จะออกมาผสมๆ กัน เพราะนี่เราวัดกันสั้นๆ แค่เดือนเดียว มันก็อาจมีบางกองชนะ บางกองแพ้อยู่แล้ว แต่ก็พอได้รู้ครับว่าเดือนนี้เกิดอะไรขึ้นกับพอร์ต

จะมีตัวที่น่าพูดถึงอยู่ 2 ตัว ตัวแรกคือ TMBPIPF ที่แพ้ BM อย่างมาก ทั้งๆ ที่ในอัพเดทพอร์ต เดือนที่แล้ว ผมอุตส่าห์สรุปแล้วว่า SET PF&REIT Index กลับมาเป็นขาขึ้น ซึ่งมันก็ขึ้นจริงๆ เพราะ BM บวกมา 6.08% แต่กอง TMBPIPF กลับได้มาแค่ 1.47%

ผมลองค้นหาคำตอบด้วยการเปิดดูผลตอบแทนของ Fund of Property Fund หลายๆ กองในเดือน ก.ย. ที่ผ่านมาดู ก็ได้ข้อสรุปว่า กองที่ลงอสังหาฯ ไทยล้วนจะบวกเยอะ ส่วนที่ลงแบบผสม Singapore REITS ด้วยนั้น จะบวกกันแค่ 1% เศษๆ เท่านั้น

ถ้าใครติดตามอ่านมาตลอด จะเห็นว่าเดิมพอร์ตนี้ ผมลงอสังหาไทยล้วนมาตลอด เพิ่งจะมาเปลี่ยนเป็น TMBPIPF ไม่นาน เพราะอยากได้การกระจายความเสี่ยงมากขึ้น และในช่วงที่เปลี่ยน TMBPIPF ก็ผลตอบแทนโดดเด่นกว่าอสังหาไทยล้วนอยู่มาก เท่ากับว่าปรับมาแล้วแย่กว่าเดิม ก็ต้องยอมรับผลไปครับ

ส่วนอีกกองที่อยากพูดถึงคือ KFDYNAMIC ซึ่งบวกแบบไม่ลืมหูลืมตามา +7.77% ในเดือนนี้ ถือว่าช่วยพอร์ตได้มากครับ ส่วนตัวผมก็ยังคิดเหมือนกับตอนที่ปรับเอากองนี้มาเข้าพอร์ตครั้งแรก เมื่อเดือน พ.ค. 60 ว่ากองนี้ทำอะไรบางอย่างได้ถูก และยังคงรักษา Momentum การตัดสินใจได้ถูกมาได้จนถึงวันนี้ (ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีซัดไป +30.26% เข้าไปแล้ว)

ซึ่งผมก็ยังไม่ประมาทด้วยการทุ่มลงกองเดียว เพราะก็ยังแบ่งสัดส่วนของหุ้นไทยไปให้กับกอง BTP ด้วยอีกกอง แม้ปีนี้จะทำได้ไม่ต้องดี (YTD Return +8.09%) แต่ฝีมือระยะยาวๆ ก็ยังอยู่ในกลุ่มแนวหน้าของกองทุนหุ้นไทยขนาดใหญ่อยู่


สรุปการปรับพอร์ตเดือนนี้

เงินเก่าที่อยู่ในพอร์ตแล้ว ผมเฉยๆ กับมัน คือไม่รู้สึกว่าอยากปรับอะไร คิดว่าที่มันเป็นอยู่ก็ดีแล้ว สบายใจแล้ว

ส่วนเดือนนี้ผมมีเงินใหม่ 5,000 บาท และเงินปันผลที่ได้จาก TMBPIPF อีก 1,534.91 บาท รวมเป็น 6,534.91 บาท ก็ตั้งใจจะซื้อเพิ่มเข้าไปในหุ้นไทย ด้วยเหตุผลเชิง Trend Following / Momentum ว่ายังลงทุนได้

set

หากพิจารณาจากเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20/40 สัปดาห์ (100/200 วัน) จะเห็นว่า SET Index ก็เพิ่งปรับตัว สร้างแนวโน้มขาขึ้นรอบใหม่ ก็มีโอกาสที่จะไปต่อได้ อีกทั้ง Valuation ของหุ้นไทยก็ไม่ได้แพงเว่อร์ อยู่ในโซนกลางๆ ค่อนไปทางแพงนิดๆ เท่านั้น

ดังนั้นเดือนนี้ผมจึงทำรายการตามรูปด้านล่างนี้นะครับ

06-transaction

จะเห็นว่าแบ่งซื้อ 2 กองอย่างที่บอกไปด้านบน แต่ก็แบ่งให้ KFDYNAMIC มากหน่อย แต่ไม่ได้มีนัยยะอะไรมากมายหรอกครับ

สถานะพอร์ตและการตัดสินใจลงทุน (ส.ค. 60)

model-portfolio-08-2017

Model Portfolio เดือน ส.ค. 60

เดือนนี้ถือเป็นเดือนครบรอบ 1 ปี ของการลงทุนในพอร์ตตัวอย่างพอร์ตนี้ ซึ่งนอกจากจะเป็นพอร์ตตัวอย่าง เพื่อฝึกการตัดสินใจและฝึกการวัดและประเมินผลสำหรับผู้ที่เรียนหลักสูตร DIY Portfolio แล้ว

พอร์ตนี้ก็ยังเป็นพอร์ตเงินจริงที่ผมจะมอบให้กับลูกสาวของผมในอีกประมาณ 18 ปีข้างหน้าด้วย (ตามที่เคยได้เขียนรายละเอียดไปเมื่อตอนเริ่มต้นลงทุนที่ โพสนี้ )

ถือว่าปิดเดือนที่ 12 ของการลงทุนได้ด้วยดี คือได้ผลตอบแทนเป็นบวก โดยเดือนนี้พอร์ต +1.37% แต่ก็อาจไม่ดีนักเพราะแพ้ Benchmark ของพอร์ตซึ่งได้ถึง +1.92%

ถือเป็นเดือนที่สินทรัพย์ต่างๆ ให้ผลตอบแทนดีมากๆ เพราะนอกจากหุ้นต่างประเทศท่ี่ลบหน่อยๆ แล้ว ทุกสินทรัพย์ก็ให้ผลตอบแทนเป็นบวกหมด โดยเฉพาะการฟื้นตัวขึ้นมาของสินทรัพย์ไทย ซึ่งทั้ง Property และ Thai Stock ดีดขึ้นมาแรงถึงกว่า 3% ในเดือนเดียว

อ๊ะๆ… แต่โดยธรรมเนียมก่อนจะไปดูรายละเอียดกัน มาอัพเดทการเจริญเติบโตของเอเจ ลูกสาวผม เจ้าของพอร์ตตัวจริงกันก่อนสิว่าน่ารักขนาดไหนแล้ว

aj-10-5-month

ตอนนี้หนูย่าง 11 เดือนแล้วนะคะ เริ่มมีแววเป็นหญิงบ้างแล้ว จากที่ถูกทักว่า ‘หล่อเหมือนพ่อ” มาตลอด อิอิอิ


สถานะพอร์ต ณ 31 ส.ค. 60

ก่อนอื่นดาวโหลดไฟล์ Excel เดือนนี้ ไปดูประกอบแบบชัดๆ ก่อน โดย คลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ ครับ

01-outstanding

02-performance

จากตารางด้านบน เมื่อรวมเงินใหม่ที่เพิ่งใส่เข้าไปช่วงสิ้นเดือน มูลค่าพอร์ต ณ วันที่ 31 ส.ค. 60 จะเท่ากับ 268,619.76 บาท โดยมี กำไรสะสมมาแล้วคือ 8,619.76 บาท หรือคิดเป็นประมาณ +3.35% จากเงินลงทุนที่ใส่เข้าไปครั้งแรก 2 แสน เมื่อ 31 ส.ค. 59 และใส่เพิ่มเดือนละ 5,000 บาทมาได้ 12 เดือน

ดูกำไรอาจจะไม่ได้เยอะมากมาย เนื่องจากพอร์ตที่จัดนี้ก็ไม่ใช่พอร์ตเสี่ยงสูงอะไรมากนัก อีกทั้งใน 12 เดือนที่ผ่านมาสินทรัพย์หลักๆ เช่นหุ้นไทยก็ซึมมานานเพิ่งจะมาดีเอาเดือนที่แล้ว ส่วนอสังหาฯ และทองคำ ซึ่งพอร์ตนี้มีนโยบายกระจายการลงทุนไปในน้ำหนักที่พอสมควร ก็ให้ผลตอบแทนติดลบในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา

นอกจากนั้นพอร์ตยังได้รับอิทธิพลจาก Front-end Fee ที่เกิดตอนที่ซื้อครั้งแรกอยู่พอสมควร (โดยเฉพาะตอนที่เริ่มลงทุนเงิน 2 แสนบาทก้อนแรก) ได้มาเท่านี้ ไม่ขาดทุนก็ถือว่าพอไปวัดไปวาได้ อย่างน้อยก็ชนะกองทุนรวมตราสารหนี้พอให้ไม่อาย

แต่สิ่งที่ผมอยากชี้ให้เห็นนอกจากเรื่องกำไร/ขาดทุน ซึ่งเราจะวิจารณ์กันอยู่แล้วเหมือนทุกเดือน คือเรื่องของ “ขนาดของพอร์ต” ที่โตขึ้นมาจาก 2 แสน มาเป็นร่วม 2.7 แสนแล้ว แน่นอนว่ามาจากเงินต้นที่ใส่เข้าไปเป็นประจำเป็นหลัก ซึ่งเป็นปัจจัยที่เราควบคุมได้มากกว่าเรื่องผลตอบแทน

ดังนั้น ฝั่งผลตอบแทนเราก็พยายามบริหารไป แต่ก็อย่าละเลยเงินลงทุนเพิ่มนะครับ โดยเฉพาะกรณีที่เราไม่ได้มีพอร์ตใหญ่โตแต่แรก เงินที่ใส่เพิ่มเข้าไปเรื่อยๆ จะสำคัญมาก


ซึ่งนอกจากการวัดกำไรแบบ Absolute เทียบกับต้นทุนแล้ว เรามาดูการวัดแบบ Relative เทียบกับเกณฑ์มาตรฐานที่มีความเสี่ยงอยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับพอร์ตจริง หรือที่เราเรียกว่า Portfolio Benchmark กันบ้าง

03-benchmark

จากตารางและกราฟ จะเห็นว่าในตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา หากดูในช่อง Alpha ก็จะพบว่าพอร์ตจริงแพ้ Benchmark อยู่ 7 เดือน และชนะได้เพียง 5 เดือน ทำให้เมื่อสะสมผลการแพ้ชนะทบต้นมา 12 เดือน สรุปแล้วคือพอร์ตแพ้ไป -1.22%

ซึ่งแปลว่าความพยายามทำนู่นทำนี่ของผมตลอด 12 เดือนที่ผ่านมายังไม่ค่อยเป็นผลเท่าไร เพราะถ้าผมไม่มัวมาปรับ Weight แบบ Tactical Asset Allocation (TAA) แต่คง Weight ไว้ให้เท่ากับ Weight ระยะยาวหรือ Strategic Asset Allocation (SAA) เสีย รวมทั้งเรื่องการเลือกกองก็ไม่ต้องเลือกมาก เน้นลงทุนใน Index Fund ที่เลียนแบบดัชนีของสินทรัพย์ต่างๆ ไป ผลตอบแทนที่ได้ก็อาจมากกว่าพอร์ตจริง

แต่นั่นไม่ใช่วัตถุประสงค์ของพอร์ตตัวอย่างนี้ครับ เพราะพอร์ตนี้อยากจะลองฝึกการตัดสินใจแบบต่างๆ ดู ผิดก็ปรับแก้กันไป เรียนรู้กันไป

ว่าแล้วลองมาดูกันครับ ว่าเดือนนี้การตัดสินใจไหนที่ถูกและนำมาซึ่งผลตอบแทนที่ดี และการตัดสินใจไหนที่ผิดและนำมาซึ่งผลตอบแทนที่แย่ (จนทำให้แพ้ Benchmark)

 


วิเคราะห์องค์ประกอบของผลตอบแทนเดือน ส.ค. 60

04-attribution-graph

05-attribution-old

ก่อนอื่นลองมาดู Benchmark Return ของเดือนนี้กันก่อนนะครับ

  • Thai Bond (ดัชนี ThaiBMA Gov. Bond 1-3Y Maturity) +0.23%
  • Thai Property (กอง M-PROPERTY) +2.60%
  • Thai Stock (ดัชนี SET TRI) +3.32%
  • Foreign Stock (ดัชนี S&P500 TRI) -0.34%
  • Alternative (ราคาทองคำ LBMA Gold AM) +1.86%

ถือเป็นเดือนที่ดีของนักลงทุนไทย เพราะสินทรัพย์ฝั่งไทยบวกหมดและบวกแรงด้วย ซึ่งเมื่อคำนวณผลตอบแทนเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) ในสัดส่วน

15% : 25% : 30% : 20% : 10%

ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับ Strategic Weight หรือ SAA ของพอร์ตนี้ เดือนนี้ก็ Portfolio Benchmark จะมีกำไร +1.92%

หมายความว่า ถ้าเราจัดพอร์ตให้ได้ตามสัดส่วนข้างต้น และลงทุนในกองทุนที่พยายามสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีทั้ง 5 ที่เราเลือกมาเป็นตัวอ้างอิง ก็ควรจะได้ผลตอบแทนออกมาประมาณ +1.92% แล้ว

ทีนี้เรามาดูกันครับ ว่าทำไมพอร์ตจริงถึงแพ้ Benchmark ได้ ซึ่งที่มา (Source) ของ Alpha นั้น ก็จะอยู่ในการตัดสินใจ 2 Layer ต่อไปนี้

Layer 1 : Tactical Allocation
(เอียงน้ำหนักของสินทรัพย์ในพอร์ตให้เพี้ยนไปจากแผนระยะยาว)

ในการประเมินตัวเองใน Layer นี้นั้น เราจะยังไม่ไปดูว่า กองที่เราลงได้เท่าไร แต่เราจะดูเฉพาะ Benchmark Return ว่าทำได้เท่าไร และเราตัดสินใจ Overweight หรือ Underweight สินทรัพย์นั้นในพอร์ตได้ถูกต้องมั๊ย จึงยังไม่เอาเรื่องการเลือกกองทุน (Fund Selection) มาปน

โดย Layer นี้เดือนนี้ถือว่าผมพลาด เพราะส่วนที่ตัดสินใจถูกต้อง “ไม่มีเลย” แต่ส่วนที่ตัดสินใจผิด คือ

  • การ Underweight Property ในเดือนที่ Property Benchmark ให้ผลตอบแทนเป็นบวกค่อนข้างมาก คือ +2.60% ทำให้แทนที่จะได้เยอะ ก็เลยได้น้อยลง (SAA Weight = 25.0% / Actual Weight = 20.6%)
  • การ Underweight Thai Stock ในเดือนที่ Thai Stock Benchmark ให้ผลตอบแทนเป็นบวกแรงมาก คือ +3.32% ทำให้แทนที่จะได้เยอะ ก็เลยได้น้อยลง (SAA Weight = 30.0% / Actual Weight = 26.8%)
  • การ Overweight Foreign Stock ในเดือนที่ Foreign Stock Benchmark ให้ผลตอบแทนเป็นลบคือ -0.34% ทำให้ขาดทุนมากขึ้น (SAA Weight = 20.0% / Actual Weight = 28.2%)

ในการประเมิน Layer นี้เราจะไม่ประเมินสินทรัพย์ที่คงน้ำหนักไว้กลางๆ (Neutral Weight) เพราะถือว่าเราลงทุนตามแผนระยะยาว ไม่ได้เอียงพอร์ตไปด้านใดด้านหนึ่ง ถือว่าไม่ใช่ Active Decision จึงไม่ต้องวัดผลว่าทำถูกหรือผิด

Layer 2 : Securities/Fund Selection
(การเลือกกองทุนมาเป็นตัวแทนของสินทรัพย์)

ที่นี่มาดูที่ตัวกองที่เราเลือก ว่าทำได้ดีกว่า Asset Benchmark ของตัวมันเองมั๊ย ซึ่งได้ผลดังนี้

  • K-FIXED +0.38% vs BM + 0.23% ชนะ!
  • TMBPIPF +0.78% vs BM +2.60% แพ้
  • BTP +2.19% vs BM +3.32% แพ้
  • KFDYNAMIC +4.18% vs BM +3.32% ชนะ!
  • TMBAGLF +0.35% vs BM -0.34% ชนะ!
  • KT-EURO -0.45% vs BM -0.34% แพ้นิดหน่อย
  • KF-GTECH -1.14% vs BM -0.34% แพ้
  • CIMB PRINCIPAL GIF +1.24% vs BM -0.34% ชนะ!
  • TMBGOLDS +2.91% vs BM +3.12% แพ้นิดหน่อย

จะเห็นว่าใน Layer นี้ผลก็ออกมาผสมๆ กันนะครับ คือชนะบ้างแพ้บ้าง แต่เมื่อนำผลตอบแทนของทั้งสองชั้นการตัดสินใจ มารวมกัน ก็จะพบว่าผลตอบแทนของ Portfolio ได้ +1.37% เทียบกับ Portfolio Benchmark ซึ่งได้ +1.92% ซึ่งแปลว่า โดยรวมแล้ว Active Decision ของเดือนนี้ทำแล้วแพ้ไปนะครับ

ปล. แต่ต้องเน้นตรงนี้นะครับ ว่าการวิเคราะห์ในส่วนนี้ เป็นผลของเดือนนี้เท่านั้น ไม่ได้แปลว่าเราจะเอาผลนี้ไปใช้ปรับพอร์ตอะไรได้มากมาย เพราะการลงทุนจริงๆ มันยาวกว่านั้น ไม่มีอะไรดีทุกเดือนอยู่แล้ว และก็ไม่มีอะไรที่แย่ตลอดเช่นกัน แต่ที่เอามาเขียนให้ดูแบบนี้ เพื่อฝึกให้วิเคราะห์พอร์ตตัวเองให้เป็นเฉยๆ ครับ


สรุปการปรับพอร์ตเดือนนี้

ผมมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันของสินทรัพย์ต่างๆ ก็ยังอยู่ในภาวะที่ไม่ได้มีอะไรน่ากลัวเป็นพิเศษ ฝั่งหุ้นต่างประเทศอาจจะแพงบ้าง แต่ถ้าไม่นับเรื่องความเสี่ยงที่เกินจะคาดเดาอย่างภัยสงครามต่างๆ ความเสี่ยงหลักๆ ก็ไม่คิดว่ามีอะไรที่น่ากลัวจนเราควรต้องปรับพอร์ตตั้งการ์ดรอไว้ตั้งแต่ตอนนี้

ในทางกลับกัน สินทรัพย์ในประเทศก็ดูดีขึ้นด้วยซ้ำ ทั้งหุ้นไทย และอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ไทย หากวัดด้วยดัชนี SET PF&REIT Index ก็เพิ่งกลับมาเป็นขาขึ้น (สะท้อนจากการสามารถยืนอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 20 และ 40 สัปดาห์ หรือ 100 และ 200 วันได้แล้ว)

pfreit

ดังนั้นผมคิดว่าพอร์ตสินทรัพย์ไทยที่ Underweight ไว้ ก็จะพยายามปรับมาให้เป็น Neutral Weight มากขึ้น เพียงแต่ยังไม่อยากขาย Foreign Stock ออกมาแบ่ง Weight ให้สินทรัพย์ไทยในทันที เพราะกองหุ้นต่างประเทศทั้งหมดที่ถือ ผมก็ยังเชื่อว่ามันยังไปได้ โดยเฉพาะเมื่อดูจากแนวโน้มราคาแบบ Trend Following ที่ทุกตัวยังอยู่ในขาขึ้นอยู่

ดังนั้นเดือนนี้ พอร์ตเก่าก็ไม่ไปแตะอะไรมัน ส่วนเงินใหม่ 5 พันบาท ก็จะแบ่งไปเติม Weight ให้สินทรัพย์ที่พร่องอยู่ ซึ่งหลักๆ ก็คือหุ้นไทย และก็จะเติมเข้าไปในทองคำนิดหน่อย เพราะราคาก็ปรับตัวดีขึ้นมาค่อนข้างน่าสนใจ (หากคิดแบบ Trend Follower)

สรุปเดือนนี้จึงกระจายเงินใหม่ 5 พันบาทไปซื้อกองทุนต่างๆ ดังนี้

  • BTP 2 พันบาท
  • KFDYNAMIC 2 พันบาท
  • TMBGOLDS 1 พันบาท

หุ้นไทยก็ยังกระจายสองกอง ตามพอร์ตเดิม ทองคำก็ยังใช้กองเดิม และได้ทำ Transaction ไปดังรูปนี้ครับ

06-transaction

สังเกตว่าทองคำรายการจะเกิดวันที่ 5 ก.ย. เนื่องจากวันที่ 4 ก.ย. เป็นวันหยุดของกอง TMBGOLDS ครับ

สถานะพอร์ตและการตัดสินใจลงทุน (ก.ค. 60)

model-portfolio-07-2017

Model Portfolio เดือน ก.ค. 60

เดือนนี้ยังเป็นเดือนที่ดีอย่างต่อเนื่อง นอกจากที่พอร์ตจะมีกำไร +1.36% แล้ว กำไรดังกล่าวยังสูงกว่า Portfolio Benchmark ซึ่งทำได้ +0.91% ทำให้มี Alpha ประมาณ +0.45% ถือเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันที่ได้ผลลัพธ์แบบนี้

ก่อนจะเข้าเรื่อง มาดูพัฒนาการของหนูน้อยกันก่อนเช่นเคยนะครับ ตอนนี้ AJ อายุได้ 9 เดือนครึ่งแล้ว น้ำหนักก็แตะๆ 10 กิโล เริ่มกินข้าวเยอะขึ้น ลดนมแม่ลง ซนมากมาย แต่ก็น่ารักมากมายเช่นกัน

ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาอ่านเดือนนี้เป็นเดือนแรก ถ้างงๆ ว่าอยู่ดีๆ ก็พูดถึงพอร์ตลูกสาว เรื่องมันเป็นยังไงมายังไง ขอให้กลับไปตั้งหลักที่ โพสนี้ ก่อนนะครับ


สถานะพอร์ต ณ 31 ก.ค. 60

ก่อนอื่นดาวโหลดไฟล์ Excel เดือนนี้ ไปดูประกอบแบบชัดๆ ก่อน โดย คลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ ครับ

outstanding

performance

จากตารางด้านบน เมื่อรวมเงินใหม่ที่เพิ่งใส่เข้าไปช่วงสิ้นเดือน มูลค่าพอร์ต ณ วันที่ 31 ก.ค. 60 จะเท่ากับ 260,053.03 บาท โดยมี กำไรสะสมมาแล้วคือ 5,053.03 บาท จากเงินลงทุนที่ใส่เข้าไปครั้งแรก 2 แสน เมื่อ 31 ส.ค. 59 และใส่เพิ่มเดือนละ 5,000 บาทมาได้ 11 เดือน

benchmark

และจากตารางนี้ จะเห็นว่า เดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ถือเป็นเดือนที่พอร์ตโตมากสุด คือ +1.36% นับตั้งเดือนที่เริ่มต้นลงทุน ซึ่งเมื่อเทียบกับ Portfolio Benchmark ซึ่ง +0.91% ก็จะได้ Positive Alpha = 0.45% ซึ่งก็ถือว่าดี และเป็นการชนะต่อเนื่องมาจากเดือนที่แล้ว

แต่หากวัดเป็นค่าสะสมตั้งแต่ ส.ค. 59 ถึงปัจจุบัน ก็จะพบว่า ผลตอบแทนสะสมของพอร์ตซึ่งได้มา +1.98%  ยังคงแพ้ผลตอบแทนสะสมของ Benchmark ซึ่ง +2.63% อยู่ -0.65% แปลว่ายังต้องสร้าง Positive Alpha ขึ้นมาทดแทนอีกพอสมควรถึงจะไล่ทัน Benchmark ได้ ซึ่งจริงๆ แค่ไล่ตามได้ก็ยังไม่พอ เพราะหากเราตัดสินใจจะบริหารพอร์ตแบบ Active แล้ว มันควรจะชนะ Benchmark ให้ได้ด้วย

ก็ต้องมาลุ้นกันต่อไปครับว่า เส้นน้ำเงินเข้มจะผงาดขึ้นเหนือเส้นฟ้าได้หรือไม่ในท้ายที่สุด ยังมีเวลาให้ปรับปรุงแก้ไขอีกร่วม 18 ปี กว่าลูกจะโตแล้วต้องส่งมอบพอร์ตนี้ให้เค้าครับ


วิเคราะห์องค์ประกอบของผลตอบแทนเดือน ก.ค. 60

attribution-graph

attribution-table

ก่อนอื่นลองมาดูดู Benchmark Return ของเดือนนี้กันก่อนนะครับ

  • Thai Bond (ดัชนี ThaiBMA Gov. Bond 1-3Y Maturity) +0.19%
  • Thai Property (กอง M-PROPERTY) +0.83%
  • Thai Stock (ดัชนี SET TRI) +0.10%
  • Foreign Stock (ดัชนี S&P500 TRI) +2.29%
  • Alternative (ราคาทองคำ LBMA Gold AM) +1.86%

ถือเป็นเดือนที่ดีสุดๆ ไปเลย เพราะทุกสินทรัพย์ที่เลือกมาเป็น Asset Benchmark บวกหมด จะมีบวกน้อยๆ ก็หุ้นไทย  ซึ่งเมื่อคำนวณผลตอบแทนเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) ในสัดส่วน

15% : 25% : 30% : 20% : 10%

ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับ Strategic Weight หรือ SAA ของพอร์ตนี้ เดือนนี้ก็ Portfolio Benchmark จะมีกำไร +0.91%

หมายความว่า ถ้าเราจัดพอร์ตให้ได้ตามสัดส่วนข้างต้น โดยไม่ต้องเลือกกองทุนให้ยุ่งยาก แค่ลงทุนในกองทุนที่พยายามสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีทั้ง 5 ที่เราเลือกมาเป็นตัวอ้างอิง ก็ควรจะได้ผลตอบแทนออกมาประมาณ +0.91% แล้ว

ทีนี้เรามาดูกันครับ ว่าทำไมพอร์ตจริงถึงชนะ Benchmark ได้ ซึ่งที่มา (Source) ของ Alpha นั้น ก็จะอยู่ในการตัดสินใจ 2 Layer ต่อไปนี้

Layer 1 : Tactical Allocation
(เอียงน้ำหนักของสินทรัพย์ในพอร์ตให้เพี้ยนไปจากแผนระยะยาว)

ในการประเมินตัวเองใน Layer นี้นั้น เราจะยังไม่ไปดูว่า กองที่เราลงได้เท่าไร แต่เราจะดูเฉพาะ Benchmark Return ว่าทำได้เท่าไร และเราตัดสินใจ Overweight หรือ Underweight สินทรัพย์นั้นในพอร์ตได้ถูกต้องมั๊ย จึงยังไม่เอาเรื่องการเลือกกองทุน (Fund Selection) มาปน

โดย Layer นี้เดือนนี้ผมถือว่าตัวเองทำได้ดี

ส่วนที่ตัดสินใจถูกต้องคือ

  • การ Underweight Thai Stock ในเดือนที่ Thai Stock Benchmark ให้ผลตอบแทนต่ำสุดเมื่อเทียบกับทั้ง 5 สินทรัพย์ คือ +0.10% ทำให้เหลือเงินไปลงอย่างอื่นที่ผลตอบแทนดีกว่า (SAA Weight = 30.0% / Actual Weight = 25.9%)
  • การ Overweight Foreign Stock ในเดือนที่ Foreign Stock Benchmark ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทั้ง 5 สินทรัพย์ คือ +2.29%  (SAA Weight = 20.0% / Actual Weight = 29.1%)

ส่วนที่ตัดสินใจผิด คือ

  • การ Underweight Property ในเดือนที่ Property Benchmark ให้ผลตอบแทนเป็นบวกค่อนข้างมาก คือ +0.83% ทำให้แทนที่จะได้เยอะ ก็เลยได้น้อยลง (SAA Weight = 25.0% / Actual Weight = 20.2%)

ในการประเมิน Layer นี้เราจะไม่ประเมินสินทรัพย์ที่คงน้ำหนักไว้กลางๆ (Neutral Weight) เพราะถือว่าเราลงทุนตามแผนระยะยาว ไม่ได้เอียงพอร์ตไปด้านใดด้านหนึ่ง ถือว่าไม่ใช่ Active Decision จึงไม่ต้องวัดผลว่าทำถูกหรือผิด

Layer 2 : Securities/Fund Selection
(การเลือกกองทุนมาเป็นตัวแทนของสินทรัพย์)

จากการปรับเปลี่ยนกองทุนครั้งใหญ่ เมื่อ เดือนเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา กองทุนที่อยู่ในพอร์ตก็ดีขึ้นมาก โดยกองทุนหลักๆ ที่ถือ Weight เยอะเกือบทั้งหมด Overperformed Asset Benchmark ได้ ซึ่งแปลว่า กองทุนที่เลือกสร้างผลตอบแทนแบบ Active ได้ดีกว่าสินทรัพย์ที่กองทุนนั้นเข้าลงทุนโดยรวม นั่นคือ

  • K-FIXED +0.32% vs BM + 0.19% ชนะ!
  • TMBPIPF +1.56% vs BM +0.83% ชนะ!
  • BTP -0.07% vs BM +0.10% แพ้นิดหน่อย T_T
  • TMBAGLF +4.44% vs BM +2.29% ชนะ!
  • KT-EURO +2.66% vs BM +2.29% ชนะ!
  • ABAGS -1.46% vs BM +2.29% แพ้เยอะเลย T_T
  • CIMB PRINCIPAL GIF +0.43% vs BM +2.29% แพ้แต่ก็ยังกำไรล่ะนะ
  • TMBGOLDS +1.35% vs BM +1.86%
    กอง Index Fund แท้ๆ ทำไมแพ้บ่อยจังเห้อ

จาก 2 Layer การตัดสินใจ เมื่อนำผลตอบแทนต่างๆ มารวมกันทั้งพอร์ตแล้ว จะพบว่า ผลตอบแทนของ Portfolio จึงออกมาเป็น +1.38% เทียบกับ Portfolio Benchmark คือ +0.91% ซึ่งแปลว่า แม้บางการตัดสินใจจะผิดบ้าง แต่ภาพรวมก็ถือว่าถูกต้อง และชนะ Total Portfolio Benchmark ได้


สรุปการปรับพอร์ตเดือนนี้

การปรับพอร์ตเดือนนี้ผมจะปรับ 2 ส่วน คือส่วนเงินเก่าในกอง ABAGS (หุ้นเล็กสหรัฐฯ) ซึ่งผมจะย้ายไปเป็นกอง KF-GTECH (หุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก) ซึ่งถ้าพิจารณาจาก Momentum ของราคาตามแนว Trend Following แล้วจากกราฟด้านล่างแล้ว ก็จะเห็นว่าทั้งคู่ยังเคลื่อนไหวอยู่ในทิศทางขาขึ้นอยู่

us2000

ixn

จากรูป ผมใช้กราฟสัปดาห์ และใช้เส้นค่าเฉลี่ย MA-20 สัปดาห์ (100 วัน) และ MA-40 สัปดาห์ (200 วัน) เป็นเกณฑ์พิจารณาแนวโน้มในระยะกลาง-ยาว) ดังนั้นการเปลี่ยนจากสินทรัพย์หนึ่งที่อยู่ในขาขึ้น มาเป็นอีกสินทรัพย์ที่อยู่ในขาขึ้นเหมือนกันก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร

ส่วนในเรื่อง Valuation ความถูกแพงนั้น ทั้งคู่ก็แพงสุดๆ อยู่แล้ว เพียงแต่ผมเชื่อว่าหุ้น Global Tech น่าจะมี EPS ที่เติบโตได้ดีกว่า US Small Cap ก็เลยขอเปลี่ยน โดยการทำรายการนั้น ผมจะทำรายการขาย ABAGS ทั้งหมด และเมื่อรู้ว่าได้เงินจากการขายเท่าใด ก็จะเข้าซื้อกองทุน KF-GTECH ในยอดเท่านั้น

จริงๆ กอง Global Tech EQ ในบ้านเรามีออกใหม่หลายกอง ซึ่งแต่ละ บลจ. ก็เลือกมาแต่กองที่ดีๆ ทั้งนั้น ที่ผมเลือกกองนี้เพราะเมื่อดูผลตอบแทนของ Master Fund คือ T.Rowe Price Global Technology Equity Fund แล้ว มีผลตอบแทน YTD สูงที่สุด ก็เดาเอาว่า Fund Manager น่าจะกำลังทำอะไรได้ถูกต้องอยู่ (หรือจะเรียกว่า “กำลังมือขึ้น” ก็ได้)

อีกการตัดสินใจหนึ่งคือ เงินใหม่ 5,000 บาท ผมจะแบ่งอย่างละครึ่ง เข้าลงทุนใน TMBPIPF และ KFDYNAMIC ซึ่งยังเป็นสินทรัพย์ที่อยู่ในสถานะ Underweight อยู่ เพื่อให้มี Weight ที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันทั้งในแง่ความถูกแพง ทั้งสองสินทรัพย์ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่แพงมากมาย

และนี่คือ Transaction ที่ผมทำนะครับ

transaction

จะเห็นว่ายังไม่มีรายการซื้อ KF-GTECH เพราะต้องรอรู้ยอดเงินจากการขาย ABAGS ก่อน (เนื่องจากเราขายทิ้งทั้งหมดเป็นจำนวนหน่วย ต้องรอให้รู้ NAV ที่ขายได้จึงจะรู้ยอดเงิน) เมื่อรู้ยอดเมื่อไร ผมก็จะมาทำรายล่วงหน้าให้ทำการซื้อ KF-GTECH ในวันที่ 10 ส.ค. 60 ซึ่งเป็นวันที่เงินค่าขาย ABAGS จะเข้าบัญชี

ปรับพอร์ตข้าม บลจ. และเป็นกองต่างประเทศก็มักจะใช้เวลานานแบบนี้ล่ะครับ นี่ถ้าระหว่างวันนี้ถึง 10 ส.ค. กอง Tech ขึ้นไปเยอะ ก็ถือว่าซวยไป เป็นอะไรที่ Beyond Control จริงๆ ครับ


เชิญเรียนคอร์ส DIY Portfolio รุ่นที่ 3 (อีก 30 ที่สุดท้ายเท่านั้น)

สำหรับท่านที่ติดตามอ่านมา แต่ยังไม่ได้เรียนคอร์สนี้ ผมอยากถือโอกาสนี้เชิญชวนให้มาเรียนด้วยกัน หากสะดวกเรื่องเวลา และทุนทรัพย์นะครับ

เรียนแล้วจะเข้าใจมากขึ้นครับ ว่าที่ผมเขียนๆ ปรับๆ อยู่ทุกเดือนนี้ มันมีหลักความคิดอะไรอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจเหล่านั้น

โดยสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และสมัครเรียนหลักสูตรนี้ได้ที่ลิ้งค์นี้เลยครับ https://www.eventpop.me/e/2002 เหลืออีก 30 ที่นั่งสุดท้ายเท่านั้นครับ

ตัวอย่างการตัดสินใจลงทุน (Model Portfolio) สำหรับผู้เรียนหลักสูตร "DIY Portfolio" สร้างและบริหารพอร์ตกองทุนรวมด้วยตนเอง โดย A-Academy