สถานะพอร์ตและการตัดสินใจลงทุน (พ.ค. 61)

model-portfolio-05-2018

Model Portfolio เดือน พ.ค. 61 

กลับมาพบกับสรุป Model Portfolio ประจำเดือน พ.ค. 61 ซึ่งจัดทำขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

  1. เป็นพอร์ตสำหรับการศึกษาเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
    ของผู้เข้าสัมมนา DIY Portfolio กับ A-Academy
    (ดังนั้นถ้าบางท่านอ่านไม่รู้เรื่อง ส่วนหนึ่งอาจเพราะเนื้อหาเหล่านี้
    ผมสอนไว้ในหลักสูตร DIY ซึ่งไม่ได้มีวิดีโอให้ดูใน YouTube นะครับ)
  2. เป็นพอร์ตการลงทุนจริงของลูกสาวผม
    สำหรับเป็นทุนการศึกษาในอีกประมาณ 18 ปีข้างหน้า
    ตามแผนที่เขียนไว้ใน หน้านี้

ก่อนอื่น ทุกท่านสามารถดาวโหลดไฟล์สรุปพอร์ตในรูปแบบ Excel ของเดือนนี้ ไปศึกษาอย่างละเอียดโดย คลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ ครับ


สถานะพอร์ต ณ 30 พ.ค. 61

01-outstanding

02-performance

  • เดือนนี้พอร์ตมีมูลค่า 324,639.05 บาท
    (รวมเงินลงทุนใหม่ประจำเดือน 5,000 บาทแล้ว)
  • เดือน พ.ค. 61 ขาดทุน เท่ากับ 2,570.37  บาท หรือ -0.80%
  • ผลตอบแทนสะสมปี 2561 (5 เดือน) ขาดทุนอยู่  -1.65%

03-benchmark

  • วัดผลเทียบ Benchmark เดือน พ.ค. 61
    พอร์ต -0.80% vs BM +0.00% แพ้ไปเยอะทีเดียว
  • วัดผลเทียบ Benchmark  ตั้งแต่เริ่มลงทุน (ส.ค. 59)
    พอร์ต +7.74% vs BM +14.79% แพ้เท่ากับ -7.05%
    ซึ่งเป็นการแพ้สะสมมากขึ้นทุกเดือน

แพ้สะสมเยอะขนาดนี้คงไม่ใช่แค่ผลจากค่าธรรมเนียมแล้ว แต่เป็นผลจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดด้วย

ซึ่งหลักๆ ที่ทำให้แพ้มากมายก็คือการที่ BM ในส่วนของ Foreign Stock นั้น ผมเซ็ทไว้ง่ายๆ เป็นดัชนี S&P500 TRI คือมอง S&P500 เสมือนเป็นทางเลือกที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุด ถ้าจะไปลงทุนหุ้นต่างประเทศ

แต่ในการลงทุนจริงนั้น ผมใช้วิธีเลือก Region และ Sector เอาเอง โดยคิดว่าจะเลือกได้ดีกว่าการลงทุนง่ายๆ ตาม S&P500 แต่ผลปรากฎว่าไม่เป็นเช่นนั้น เพราะตั้งแต่ที่เริ่มลงทุนในเดือน ส.ค. 59 มานั้น ดัชนี S&P500 ถือเป็นดัชนีหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนดีอันดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว ขณะที่หุ้นต่างประเทศใน Region อื่นๆ นั้น ทำได้ไม่ดีเท่า

นอกจากนั้น BM ในส่วนของ Property ซึ่งผมเลือกใช้กอง M-PROPERTY มาเป็น Benchmark เนื่องจากดัชนี SET PF&REIT TRI ที่ควรใช้เป็น BM มากกว่า ไม่ได้มีเผยแพร่ให้เข้าถึงได้ง่าย ซึ่งตอนแรกผมมองว่า M-PROPERTY จะเป็นกองระดับกลางๆ เนื่องจากเป็นกองที่ค่อนข้างเก่า นโยบายการลงทุนไม่ได้กว้างนัก แถมปิดไม่ให้ซื้อเพิ่มแล้ว ก็กลับให้ผลตอบแทนได้สูงสุดอันดับต้นๆ ในกลุ่ม Fund of Property Fund ทำให้กอง Property ที่เลือกมาลงทุนจริง ให้ผลตอบแทนแพ้ M-PROPERTY มาตลอด

หากล้างผลการแพ้ชนะในปีเก่าๆ ทิ้งไป เหลือไว้แค่ปี 2018 ก็ยังถือว่าแพ้เยอะอยู่ ดังรูปด้านล่าง

03-2-benchmark

นั่นคือตั้งแต่ต้นปีมานี้ BM กำไร +2.31% แต่พอร์ตขาดทุนไป -1.65% แพ้อยู่ -3.95% ซึ่งถือว่าเยอะมาก


วิเคราะห์องค์ประกอบของผลตอบแทนเดือน พ.ค. 61

04-attribution-graph

จากกราฟ Performance Attribution ด้านบน เราสามารถวิเคราะห์ดูสาเหตุได้ครับ ว่าสาเหตุของการแพ้ BM เดือนนี้เกิดจากอะไร

  1. ระดับ Tactical Asset Allocation (TAA)
    • ระดับนี้เราจะยังไม่ดูกอง แต่ดูที่ระดับ Asset ก่อน จะเห็นว่าเดือนนี้ Asset Benchmark ที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกคือ Property และ Foreign Stock
    • ซึ่งในการลงทุนจริงนั้น ผมดัน Underweight Property และ Neutral Weight Foreign Stock ทำให้ไม่ได้ประโยชน์จากการปรับขึ้นของ Asset สองประเภทนี้อย่างเต็มที่
  2. ระดับ Fund Selection
    • ในระดับนี้เราจะเจาะเข้ามาดูกองที่เลือกไว้กันว่า เมื่อเทียบกับ Asset BM แล้ว กองทำได้ดีร้ายอย่างไร
    • ในส่วนของกองที่ชนะ Asset BM อย่างชัดเจนมากคือ CIMB-PRINCIPAL GOPP-A และ KF-GTECH ซึ่งบวกกว่า 5% เทียบกับ Foreign Stock BM ซึ่งบวกเพียง 2% เศษๆ
    • ขณะที่กองที่แพ้ Asset BM ของตัวเองคือ TMBPIPF, KFDYNAMIC, TMBAGLF, KT-EURO, CIMB-PRINCIPAL GIF
    • จะเห็นว่ากองที่แพ้มีมากกว่ากองที่ชนะ

โดยรวมเดือนนี้การตัดสินใจทั้งสองระดับจึงถือว่าทำได้ไม่ดี นี่จึงเป็นเหตุผลที่พอร์ตให้ผลตอบแทนแพ้ Benchmark แบบ -0.59% vs 0.00% ในเดือนนี้

ถ้าท่านใดสังเกตดีๆ จะเห็นว่า ในกราฟนี้พอร์ตขาดทุน -0.59% แต่พอร์ตจริง -0.80% ส่วนต่างที่ทำให้ขาดทุนมากกว่า เกิดจากการที่ผมเพิ่งซื้อกอง CIMB-PRINCIPAL GOPP-A เข้าไประหว่างเดือน ซึ่งต้องเสีย Front-end Fee 1.50% และยังทำให้ได้ผลตอบแทนไม่เต็ม 5.11% เหมือนที่แสดงในกราฟ (แต่ก็แอบดีใจนิดๆ ที่กองที่เลือกเข้าไปใหม่สดๆ ร้อนๆ ให้ผลตอบแทนค่อนข้างดี)


สรุปการปรับพอร์ตเดือนนี้

หลังจากที่ผมตัดสินใจสะสมเงินสด (ในรูปของกองทุนรวมตราสารหนี้) มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง และเริ่มที่จะสะสมหุ้นเพิ่มขึ้นผ่านกอง CIMB-PRINCIPAL GOPP-A (ซึ่งเน้นลงทุนใน Developed Market) ในเดือนที่แล้ว ด้วยความเชื่อว่าหุ้นฝั่งประเทศพัฒนาแล้วยังพอไปได้ ส่วนหุ้น Emerging Markets ดูจะแย่ลงชัดเจน

1 เดือนผ่านไป สิ่งนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้น หากพิจารณาจากแนวโน้มราคาด้านล่างนี้ ซึ่งเรียงจาก S&P500 Index ที่เป็นตัวแทน DM Equity ตามด้วย MSCI Emerging Market และ SET Index ในฐานะตัวแทนของ EM Equity

09-sp500

11-eem

10-set

จาก 3 กราฟด้านบนจะเห็นว่า S&P500 ยังคงเกาะแนวโน้มขาขึ้นไปได้ โดยดูจากที่ราคายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 20 และ 40 สัปดาห์ หรือ 100 และ 200 วันได้ ขณะที่ EEM ซึ่งเป็นกองทุน ETF ที่เกาะดัชนี MSCI EM และ SET หลุดเส้นค่าเฉลี่ย 40 สัปดาห์ไปแล้ว

ซึ่งถ้าใครให้น้ำหนักกับปัจจัยด้าน Momentum / Trend Following การที่ราคาสินทรัพย์หลุดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แนวโน้มใหญ่ๆ แบบนี้ ก็ถือว่าน่ากลัว ทำให้เดือนนี้ผมจะปรับพอร์ตในทิศทางเดิม ต่อเนื่องจากเดือนที่แล้ว

นั่นคือลดหุ้น EM (รวมหุ้นไทย) ลง และยังคงค่อยๆ สะสมหุ้น DM เพิ่ม โดยผมยังคงใช้กอง CIMB-PRINCIPAL GOPP-A ต่อจากเดือนก่อน ทำให้มีแผนการปรับพอร์ตดังนี้

07-target-aa

โดยมีสรุปรายการดังนี้

  • ลดหุ้นไทย ด้วยการสับเปลี่ยน KFDYNAMIC และ BTP  ไปยัง K-FIXED กองละ 10,000 บาท
  • ลดหุ้นเอเชีย เพิ่มหุ้น DM ด้วยการสับเปลี่ยน TMBAGLF ไปยัง CIMB-PRINCIPAL GOPP-A ยอด 10,000 บาท
  • เพิ่มหุ้น DM ด้วยการสั่งซื้อ CIMB-PRINCIPAL GOPP-A จากเงินใหม่ 5,000 บาท

โดยรวมจะเห็นว่า EM Equity จะลดลง 30,000 บาท ส่วน DM Equity จะเพิ่มขึ้น 15,000 บาท และตราสารหนี้เพิ่มขึ้น 20,000 บาท

โดยผมทำรายการดังนี้ครับ

06-transaction

จะเห็นว่ารายละเอียดการปรับพอร์ตด้านบน ผมเขียนไว้ว่า ผมสับเปลี่ยนกอง TMBAGLF ไปยัง CIMB-PRINCIPAL GOPP-A แต่เวลาทำรายการจริงๆ ผมกลับสับเปลี่ยนกอง BTP ไปยัง CIMB-PRINCIPAL GOPP-A แทน

สาเหตุก็เพราะหากสับเปลี่ยนจาก TMBAGLF ไปยัง CIMB-PRINCIPAL GOPP-A จะใช้เวลามากเกินไป เนื่องจากกอง TMBAGLF รับเงิน T+5 ขณะที่กอง BTP รับเงิน T+1  เวลาทำรายการจริง ผมจึงเลือกสับเปลี่ยนจากกองที่ได้เงินเร็วกว่าแทน จะได้ซื้อกอง CIMB-PRINCIPAL GOPP-A  ได้เร็วขึ้นครับ


ทิ้งท้ายก่อนจาก

พักจากเรื่องพอร์ตมาดูเจ้าของพอร์ตกันตามเคยนะครับ

1 เดือนมานี้ เอเจพัฒนาไปมาก จำหนังสือที่อ่านบ่อยๆ ได้จนพ่อแม่ทึ่ง การเล่นต่างๆ เริ่มเร็วและแรงขึ้น เริ่มเจรจาต่อรองได้มากทีเดียว ^_^

 

สถานะพอร์ตและการตัดสินใจลงทุน (เม.ย. 61)

model-portfolio-04-2018-jpg

Model Portfolio เดือน เม.ย. 61 

กลับมาพบกับสรุป Model Portfolio ประจำเดือน เม.ย. 61 ซึ่งจัดทำขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

  1. เป็นพอร์ตสำหรับการศึกษาเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
    ของผู้เข้าสัมมนา DIY Portfolio กับ A-Academy
    (ดังนั้นถ้าบางท่านอ่านไม่รู้เรื่อง ส่วนหนึ่งอาจเพราะเนื้อหาเหล่านี้
    ผมสอนไว้ในหลักสูตร DIY ซึ่งไม่ได้มีวิดีโอให้ดูใน YouTube นะครับ)
  2. เป็นพอร์ตการลงทุนจริงของลูกสาวผม
    สำหรับเป็นทุนการศึกษาในอีกประมาณ 18 ปีข้างหน้า
    ตามแผนที่เขียนไว้ใน หน้านี้

ก่อนอื่น ทุกท่านสามารถดาวโหลดไฟล์สรุปพอร์ตในรูปแบบ Excel ของเดือนนี้ ไปศึกษาอย่างละเอียดโดย คลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ ครับ


สถานะพอร์ต ณ 30 เม.ย. 61

01-outstanding 02-performance

  • เดือนนี้พอร์ตมีมูลค่า 322,209.42 บาท
    (รวมเงินลงทุนใหม่ประจำเดือน 5,000 บาทแล้ว)
  • เดือน เม.ย. 61 กำไร เท่ากับ 1,491.54 บาท หรือ +0.47%
    ฟื้นตัวจากการขาดทุนต่อเนื่องใน 2 เดือนก่อนหน้า
  • แต่ผลตอบแทนสะสมปี 2561 (4 เดือน) ยังคงขาดทุนอยู่  -0.86%

03-2-benchmark

  • วัดผลเทียบ Benchmark เดือน เม.ย. 61
    พอร์ต +0.47% vs BM +0.80% แพ้ไปเกือบครึ่ง
  • วัดผลเทียบ Benchmark  ตั้งแต่เริ่มลงทุน (ส.ค. 59)
    พอร์ต +8.61% vs BM +14.79% แพ้เท่ากับ -6.19%
    ซึ่งเป็นการแพ้สะสมมากขึ้นทุกเดือน

แพ้สะสมเยอะขนาดนี้คงไม่ใช่แค่ผลจากค่าธรรมเนียมแล้ว แต่เป็นผลจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดด้วย

ซึ่งหลักๆ ที่ทำให้แพ้มากมายก็คือการที่ BM ในส่วนของ Foreign Stock นั้น ผมเซ็ทไว้ง่ายๆ เป็นดัชนี S&P500 TRI คือมอง S&P500 เสมือนเป็นทางเลือกที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุด ถ้าจะไปลงทุนหุ้นต่างประเทศ

แต่ในการลงทุนจริงนั้น ผมใช้วิธีเลือก Region และ Sector เอาเอง โดยคิดว่าจะเลือกได้ดีกว่าการลงทุนง่ายๆ ตาม S&P500 แต่ผลปรากฎว่าไม่เป็นเช่นนั้น เพราะตั้งแต่ที่เริ่มลงทุนในเดือน ส.ค. 59 มานั้น ดัชนี S&P500 ถือเป็นดัชนีหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนดีอันดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว ขณะที่หุ้นต่างประเทศใน Region อื่นๆ นั้น ทำได้ไม่ดีเท่า

หากล้างผลการแพ้ชนะในปีเก่าๆ ทิ้งไป เหลือไว้แค่ปี 2018 ก็ยังถือว่าแพ้เยอะอยู่ ดังรูปด้านล่าง

03-2-benchmark

นั่นคือตั้งแต่ต้นปีมานี้ BM กำไร +2.31% แต่พอร์ตขาดทุนไป -0.86% แพ้อยู่ -3.16% ทีเดียว


วิเคราะห์องค์ประกอบของผลตอบแทนเดือน เม.ย. 61

04-attribution-graph

จากกราฟ Performance Attribution ด้านบน เราสามารถวิเคราะห์ดูสาเหตุได้ครับ ว่าสาเหตุของการแพ้ BM เดือนนี้เกิดจากอะไร

  1. ระดับ Tactical Asset Allocation (TAA)
    • ระดับนี้เราจะยังไม่ดูกอง แต่ดูที่ระดับ Asset ก่อน จะเห็นว่าเดือนนี้ Asset Benchmark ที่เป็น Risky Asset กลับมามีผลตอบแทนเป็นบวก ตั้งแต่ Property +1.58%, Thai Stock +0.79%, Foreign Stock +1.21%
    • ซึ่งในการลงทุนจริงนั้น ผมดัน Underweight ทั้ง 3 Asset ที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกไป จึงต้องถือว่าตัดสินใจในระดับ TAA ผิดพลาด
      เพราะถ้าแค่ไม่ต้องคิดอะไร ลงทุนแบบ Neutral Weight ตาม SAA ที่ตั้งไว้ ก็จะกำไรมากกว่านี้แล้ว
  2. ระดับ Fund Selection
    • ในระดับนี้เราจะเจาะเข้ามาดูกองที่เลือกไว้กันว่า เมื่อเทียบกับ Asset BM แล้ว กองทำได้ดีร้ายอย่างไร
    • ในส่วนของกองที่ชนะ Asset BM ก็จะเป็นกองหุ้นไทยทั้งสองกองคือ  BTP และ KFDYNAMIC ซึ่งก็ชนะมานิดหน่อย คือ +1.04% และ +1.37% เทียบกับ Thai Stock BM ที่ +0.79%
    • อีกกองที่ชนะมากแบบพิสดารเลยก็คือ CIMB-PRINCIPAL GIF หลังจากที่ลบไปอยู่ระยะหนึ่ง เดือนนี้กลับมาด้วยการ +7.83%
      เทียบกับ Foreign Stock BM ที่บวกแค่ +1.21%
    • ส่วนกองที่ไม่ได้พูดถึงส่วนใหญ่เดือนนี้ก็แพ้ Asset BM ของตัวมันเอง ได้แก่ TMBPIPF, TMBAGLF, KT-EURO, KF-GTECH

โดยรวมเดือนนี้ในระดับ Fund Selection ผลลัพธ์สุทธิก็น่าจะเจ๊ากัน ระหว่างกองที่เลือกถูก หักล้างกับกองที่เลือกผิด ดังนั้นปัจจัยที่ทำให้พอร์ตโดยรวมแพ้ Portfolio Benchmark ก็จะเกิดจาก TAA เป็นหลัก


สรุปการปรับพอร์ตเดือนนี้

หากพิจารณาประวัติการปรับพอร์ตของผมตั้งแต่ช่วงปลายปี 2017 ที่ผ่านมา จะเห็นว่าผมค่อยๆ ปรับน้ำหนักของ Thai Bond ขึ้น และลดน้ำหนักของทั้ง Thai และ Foreign Stock ลง โดยเฉพาะในเดือนที่แล้ว ที่ลดหุ้นเพิ่ม Bond ค่อนข้างเยอะ

05-aa-history

นั่นก็เพราะในเดือนที่แล้ว ดัชนีราคาหุ้นของหลายๆ ตลาด หลุดหรือมีแนวโน้มจะหลุดขาขึ้นระยะยาว เมื่อพิจารณาจากเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่ผมชอบใช้ คือ MA 20 Week (100 วัน) และ MA 40 Week (200 วัน)

08-taa-trend

ซึ่งจากตารางด้านบน ปัจจุบันแนวโน้มดังกล่าวก็ยังคงอยู่ แต่มีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง กล่าวคือในหุ้นของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (DM) นั้น ดูเหมือนจะมีทิศทางดีขึ้น คือราคาสามารถยืนเหนือ MA 40 Week ได้ แต่หุ้นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (EM) นั้น กลับยังไม่ได้มีทิศทางดีขึ้นเท่าไรนัก โดยล่าสุดหุ้นไทย ก็หลุดเส้นค่าเฉลี่ย MA 20 Week ซึ่งผมใช้ดูแนวโน้มระยะกลางไปอีกหนึ่งตลาด

สถานการณ์แบบนี้ มันก็เหมือนจุดวัดใจเหมือนกัน เพราะถ้าเข้าไปรับหุ้นเพิ่ม ก็น่าจะถือว่าได้รับในจุดที่ดี คือจุดที่มันย่อลงมาพอดี และยังยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาวได้ ลองดูจากกราฟ S&P500 ด้านล่างนะครับ

09-sp500

ถือว่าเป็นจุด Buy-on-Dip ที่น่าสนใจทีเดียว แต่มันก็ยังผิดได้ เพราะถ้าไปๆ มาๆ ดันหลุดแนวโน้มระยะยาว จุดที่ซื้อนี้ก็ถือว่าไม่ใช่จุดที่ถูกจริงๆ อาจจะมีถูกกว่าได้อีก หรืออาจจะถูกกว่ามากๆ เลยก็ได้

พอมาดู Weight ของสินทรัพย์ต่างๆ ในพอร์ต ณ ปัจจุบัน ซึ่งมีสัดส่วนดังนี้

  • ตราสารหนี้ไทย 34.7% vs SAA = 15% (Over)
  • อสังหา 17.4% vs SAA = 25% (Under)
  • หุ้นไทย 22.1% vs SAA = 30% (Under)
  • หุ้นต่างประเทศ 16.2% vs SAA = 20% (Under)
  • ทองคำ 9.6% vs SAA = 10% (Neutral)

จะเห็นว่าผมก็ค่อนข้าง Underweight หุ้นไว้เยอะ เงินก็พักอยู่ในตราสารหนี้ไทยเสียมาก การซื้อสะสมที่ตรงนี้สักครั้ง ก็คงไม่น่าจะเสียหายอะไรมาก คิดเสียว่าไม่ได้จะซื้อทีเดียว

ผมจึงตัดสินใจปรับพอร์ตดังนี้

07-target-aa

ลองเปรียบเทียบคอลัมน์ Current Asset Allocation กับ Target ใหม่ดูนะครับ จะเห็นว่าผมตัดสินใจเพิ่มหุ้นของประเทศที่พัฒนาแล้ว (DM) เนื่องจากที่ได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ว่าแนวโน้มดูจะดีขึ้น โดยเพิ่มผ่านกอง CIMB-PRINCIPAL GOPP-A ซึ่ง มีนโยบายลงทุนในหุ้นทั่วโลก โดยน้ำหนักส่วนใหญ่ก็อยู่ในหุ้น DM ตามที่อยากลง

แม้กองนี้จะเพิ่งออกมา แต่ถ้าเราไปหา Master Fund Factsheet มาเทียบดูกับกอง Global EQ อื่นๆ กองนี้ก็ถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้าเลยทีเดียว

โดยในการซื้อก็จะใช้เงินจาก

  • เงินใหม่ประจำเดือน 5,000 บาท ทำรายการซื้อ
  • เงินเก่า ในกอง K-FIXED 10,000 บาท
    โดยทำรายการสับเปลี่ยน เนื่องจาก ณ ปัจจุบัน
    ระบบซื้อขายกองทุนของ Nomura สามารถสั่งสับเปลี่ยนกองทุน
    ข้าม บลจ. ได้แล้ว (โดยจะเป็นการขายกองต้นทาง และซื้อกองปลายทางให้เองโดยอัตโนมัติ เราไม่ต้องมาแยกสั่งสองครั้งอีกแล้ว)

การซื้อหุ้น DM ผ่าน CIMB-PRINCIPAL GOPP-A เพิ่ม 15,000 บาท ก็จะทำให้สัดส่วนของ Foreign Stock จากเดิม 16.2% เพิ่มมาเป็น 20.8% เปลี่ยนสถานะจากการ Underweight มาเป็น Neutral Weight ในที่สุด

โดยผมทำรายการดังนี้ครับ

06-transaction

รายการบรรทัดแรกเป็นรายการซื้อปกติ ส่วนบรรทัดที่ 2 และ 3 นั้น เป็นรายการสับเปลี่ยน ซึ่งผมสั่งสับเปลี่ยนตามรายละเอียดด้านล่างนี้ครับ

06-2-switch

ซึ่งต้องยอมรับด้วยนะครับ ว่าการสับเปลี่ยนจะไม่ได้เกิดทันที โดยจะต้องรอรับเงินค่าขายคืนจากกองต้นทางก่อน เมื่อได้เมื่อไรระบบจึงจะสั่งซื้อกองปลายทางให้อีกที ดังนั้นมันจะมีช่วงสูญญากาศอยู่ครับ แต่ข้อดีคือไม่ต้องกลัวขายแล้วลืมมาสั่งซื้อกลับ

เดืิอนต่อไปมาลุ้นกันครับ ว่าภาวะตลาดโดยรวมมันจะดีขึ้นมั๊ย เพราะถ้าดีขึ้น ผมก็คิดว่าควรจะค่อยๆ สะสมหุ้นเพิ่มขึ้นอีก แต่ถ้าไม่ดีขึ้น ผมก็ยังเหลือ Cash ในรูปของ Thai Bond อยู่ค่อนข้างมาก ให้ได้รอจังหวะสะสมในจุดที่น่าสนใจ เช่นครั้งนี้ได้อีกเป็นระยะครับ

 


ทิ้งท้ายก่อนจาก

มาดูวิดีโอพัฒนาการของเจ้าของพอร์ตกันพอให้ยิ้มได้ในสถานการณ์ช่วงนี้หน่อยนะครับ ตอนนี้เอเจจะย่างเข้า 1 ปี 7 เดือนแล้วคร้าบ

 

สถานะพอร์ตและการตัดสินใจลงทุน (มี.ค. 61)

model-portfolio-03-2018

Model Portfolio เดือน มี.ค. 61 

กลับมาพบกับสรุป Model Portfolio ประจำเดือน มี.ค. 61 ซึ่งจัดทำขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

  1. เป็นพอร์ตสำหรับการศึกษาเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
    ของผู้เข้าสัมมนา DIY Portfolio กับ A-Academy
  2. เป็นพอร์ตการลงทุนจริงของลูกสาวผม
    สำหรับเป็นทุนการศึกษาในอีกประมาณ 18 ปีข้างหน้า
    ตามแผนที่เขียนไว้ใน หน้านี้

ก่อนอื่น ทุกท่านสามารถดาวโหลดไฟล์สรุปพอร์ตในรูปแบบ Excel ของเดือนนี้ ไปศึกษาอย่างละเอียดโดย คลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ ครับ


สถานะพอร์ต ณ 30 มี.ค. 61

01-outstanding

02-performance

  • เดือนนี้พอร์ตมีมูลค่า 315,717.88 บาท
    (รวมเงินลงทุนใหม่ประจำเดือน 5,000 บาทแล้ว)
  • เดือน มี.ค. 61 ขาดทุน เท่ากับ -5,827.43 บาท หรือ -1.84%
    เป็นการขาดทุนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ต่อจากเดือน ก.พ.
    โดยพอร์ตย่อลงพอๆ กัน
  • ผลตอบแทนสะสมปี 2561 (3 เดือน) พลิกกลับจากกำไรเป็นขาดทุนแล้ว โดย ขาดทุน  -1.32%

03-benchmark

  • วัดผลเทียบ Benchmark เดือน มี.ค. 61
    พอร์ต -1.84%  vs BM -1.42% แพ้ไปนิดหน่อย
    โดยตกไปในทิศทางเดียวกัน
  • วัดผลเทียบ Benchmark  ตั้งแต่เริ่มลงทุน (ส.ค. 59)
    พอร์ต +8.10% vs BM +13.88% แพ้เท่ากับ -5.79%
    ซึ่งถือว่าแพ้เยอะมาก (เจ็บที่ต้องเขียนซ้ำแล้วซ้ำอีก 55)

แพ้สะสมเยอะขนาดนี้คงไม่ใช่แค่ผลจากค่าธรรมเนียมแล้ว แต่เป็นผลจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดด้วย หากล้างผลการแพ้ชนะในปีเก่าๆ ทิ้งไป เหลือไว้แค่ปี 2018 ก็ยังถือว่าแพ้เยอะอยู่ ดังรูปด้านล่าง

03-2-benchmark

นั่นคือตั้งแต่ต้นปีมานี้ BM กำไร +1.49% แต่พอร์ตขาดทุนไป -1.32% แพ้อยู่ -2.82% ทีเดียว


วิเคราะห์องค์ประกอบของผลตอบแทนเดือน มี.ค. 61

04-attribution-graph

จากกราฟ Performance Attribution ด้านบน จะเห็นว่าสีแดงเป็นแถบยาวเยอะทีเดียว มาวิเคราะห์ดูสาเหตุกันครับ ว่าผลตอบแทนที่แย่ของเดือนนี้ เกิดจากอะไร

  1. ระดับ Tactical Asset Allocation (TAA)
    • ระดับนี้เราจะยังไม่ดูกอง แต่ดูที่ระดับ Asset ก่อน จะเห็นว่าเดือนนี้ Asset Benchmark ที่ติดลบเรียงจากลบมากไปลบน้อย ได้แก่ Foreign Stock -3.61% และ Thai Stock -2.36% ถือเป็นเดือนที่หุ้นตกกันทั่วโลก ซึ่งผม Overweight หุ้นต่างประเทศไว้ ก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิด
    • ส่วน Property นั้นลบไป -0.14% การตัดสินใจ Underweight ไว้ก็ถือว่าพอใช้ได้
  2. ระดับ Fund Selection
    • เดือนนี้มีกองที่ Underperform ตัว Asset Benchmark เต็มๆ ก็คือ KFDYNAMIC ซึ่งลบไป -7.00% ทั้งๆ ที่ Benchmark คือ SET TRI ลบแค่ -2.36% เท่านั้น ถือว่าทำได้แย่มากทีเดียว (แต่อดีตเค้าก็เคยขึ้นแรงมากมาเช่นกัน นี่แหละหนากองหุ้นกลางเล็ก เวลาจะแกว่งก็แกว่งเสียน่ากลัว)
    • เสียแต้มไปจาก KFDYNAMIC ก็ได้คืนมาจาก BTP บ้าง เพราะเดือนนี้พลิกมาบวกได้ 1.48% แม้หุ้นไทยโดยรวมจะลบ แต่ก็คงชดเชยการติดลบ 7% ของ KFDYNAMIC ไม่ไหว ทำให้โดยรวมถือว่า Fund Selection ในส่วนหุ้นไทยนั้นล้มเหลวในเดือนนี้
    • ส่วนของหุ้นต่างประเทศก็มีเพียงกอง CPAM GIF เท่านั้น ที่ยังพอจะแข็งอยู่บ้าง คือลบแค่ -1.29% เทียบกับ BM ที่ลบมากถึง -3.61%
      ตรงข้ามกับ KF-GTECH ที่โดนหนัก เพราะหุ้นกลุ่ม Tech รับผลกระทบไปตรงๆ จากภาวะตลาดปัจจุบัน ลบไปถึง -7.15%
    • โดยรวมในส่วนของหุ้นต่างประเทศ ก็ถือว่าพอจะกลางๆ ได้บ้าง
      คือเสมอ BM 2 กอง แพ้ 1 กอง ชนะ 1 กอง

สรุปการปรับพอร์ตเดือนนี้

สถานการณ์ปัจจุบัน ผมคิดว่าภาวะตลาดหุ้นแย่ลงกว่าเดิม ซึ่งหากท่านใดติดตามมาตลอด จะเห็นว่า ผมหยุดการนำเงินใหม่เข้าซื้อหุ้นมาได้ 3-4 เดือนแล้ว คือพอมีเงินเข้าใหม่ก็พักไว้ในตราสารหนี้ไทยผ่านกอง K-FIXED มาเรื่อยๆ แต่ยังไม่แตะเงินเก่าในพอร์ต

เดือนนี้จะเป็นเดือนแรกที่ผมตัดสินใจปรับเงินเก่าในพอร์ต ในระดับที่ถือว่าเยอะ หากเทียบกับที่เคยนิ่งๆ มาตลอด โดยผมปรับดังนี้

07-target-aa

ลองเปรียบเทียบคอลัมน์ Current Asset Allocation กับ Target ใหม่ดูนะครับ จะเห็นว่าผมลดหุ้นลงทั้งไทยและเทศ โดยนำเงินที่ลดนั้นไปเพิ่มในส่วนของตราสารหนี้ไทยแทน ส่วนเงินใหม่ 5000 บาท และอีก 564.31 บาทซึ่งเป็นเงินปันผลจากกอง TMBPIPF ที่ได้รับในเดือนที่แล้ว ก็นำไปเติมในตราสารหนี้เช่นกัน

โดยสรุปจะได้ภาพใหญ่ของการปรับพอร์ตดังนี้

  • ตราสารหนี้ไทย 19.6% => 33.8% (เพิ่มขึ้น 14.3%)
  • อสังหา 17.6% ไม่ปรับ
  • หุ้นไทย 28.8% => 22.4% (ลดลง 6.3%)
  • หุ้นต่างประเทศ 24.2% => 16.3% (ลดลง 7.9%)
  • ทองคำ 9.9% ไม่ปรับ

โดยทำรายการซื้อขายดังนี้

06-transaction

ในส่วนของกอง KFDYNAMIC, BTP, TMBAGLF, KT-EURO ที่ขายไป เดี๋ยวพอได้เงินเข้าบัญชี ผมจะค่อยสั่งซื้อเข้าไปพักไว้ใน K-FIXED อีกทีหนึ่งนะครับ

เหตุผลสำคัญที่ผมมองว่าตลาดหุ้นแย่ลงนั้นเพราะราคาหุ้นของหลายๆ ตลาดหลัก ได้หลุดแนวโน้มขาขึ้นในระยะกลาง (ซึ่งผมใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 สัปดาห์) และแนวโน้มระยะยาว (ซึ่งผมใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 40 สัปดาห์) มาค่อนข้างต่อเนื่อง ดังตารางด้านล่าง

08-taa-trend

จะเห็นว่าช่วงกลางเดือน (16/3/2018) ก็ยังหลุดกันไม่มาก แต่อีกสองสัปดาห์ถัดมา ก็เริ่มหลุดกันมากขึ้น และปัจจุบันก็ยังหลุดอยู่ โดยเฉพาะถ้าดูข้อมูลล่าสุดเมื่อคืนนี้ (2 เม.ย. 2561) จะเห็นว่าตลาดหลักคือ S&P500 ซึ่งเป็นตลาดหุ้นรายประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็หลุดเส้น MA20W และ MA40W แล้ว ดังรูปด้านล่าง

09-sp500

ซึ่งหากใครได้เรียนในคอร์ส DIY Portfolio ก็น่าจะพอจำได้ว่า ถ้าใครให้น้ำหนักกับแนวทาง Trend Following / Momentum แล้ว นี่ถืิอเป็นสัญญาณที่ต้องระวัง ยิ่งเมื่อเกิดกับตลาดใหญ่ๆ ของโลก หลายตลาด ก็อาจมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นอื่นๆ ด้วย ทำให้ผมตัดสินใจที่จะปรับลดพอร์ตลงค่อนข้างมากในครั้งนี้

แต่อย่าลืมนะครับ คำว่าปรับลดของผม ไม่ได้หมายถึงการอพยพเงิน จนทำให้กลายเป็นการเก็งกำไรเข้าออก แต่ยังคงหมายถึงการลงทุนเป็นพอร์ตอยู่ จะสังเกตว่าแม้หลังปรับพอร์ตแล้ว พอร์ตผมก็ยังคงความ Diversified และลงทุนใน Global Multi-Asset อยู่ดี เพียงแต่มีสถานะตั้ง Guard รับมือกับความเสี่ยงมากขึ้น

ซึ่งถ้าตลาดลงต่อ พอร์ตก็จะเสียหายน้อยกว่าการไม่ทำอะไร แต่ถ้าตลาดไม่ลงต่อ ผมก็จะไม่ได้พลาดถึงขนาดที่จะรู้สึกเสียดายมากมาย และยังสามารถโยกเงินที่ออกไป กลับมาลงทุนต่อได้ไม่ยาก ซึ่งก็ต้องลุ้นกันในเดือนถัดๆ ไป


ทิ้งท้ายก่อนจาก

พยายามหารูปและวิดีโอของลูกที่จะช่วยทำให้ผ่อนคลาย ยิ้มได้มาแปะช่วงท้าย แต่เดือนนี้เก็บรูปและวิดีโอไว้น้อย เลยมีมาแบ่งปันรอยยิ้มกันประมาณนี้นะครับ

img_20180330_174427__01

img_20180330_172936

img_20180326_151949_bokeh

img_20180326_074554

 

ตัวอย่างการตัดสินใจลงทุน (Model Portfolio) สำหรับผู้เรียนหลักสูตร "DIY Portfolio" สร้างและบริหารพอร์ตกองทุนรวมด้วยตนเอง โดย A-Academy