Category Archives: Taking Actions

สถานะพอร์ตและการตัดสินใจลงทุน (มี.ค. 60)

model-portfolio-mar-2017

Model Portfolio เดือน มี.ค. 60

ปี 2560 ผ่านไป 1 ไตรมาสอย่างรวดเร็ว และนี่ก็เป็นเดือนที่ 7 ของการลงทุนใน Model Port ของลูกสาวผม จากวันนี้ยังเหลือระยะเวลาการลงทุนอีก 17 ปี 9 เดือน เสมือนเราเดินทางมาแล้ว 3 ใน 100 ก้าว ของเส้นทาง

เอเจก็มีพัฒนาการไปตามลำดับ ตอนนี้อายุ 5 เดือนครึ่งแล้ว เริ่มทำอะไรใหม่ เช่นดึง ฉีกของต่างๆ ที่ส่งให้ นอนยาวขึ้น น้ำหนักเริ่มทรงๆ (แต่แก้มก็ยังบานต่อไป) แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เธอเป็นเด็กอารมณ์ดี ตื่นนอนด้วยรอยยิ้มทุกวัน ^_^

สำหรับผมเองถือเป็น 5 เดือนครึ่งที่หนักมาก เพราะเดิมเป็นคนบ้างาน พอต้องช่วยภรรยาเลี้ยงลูก กลางวันก็แทบไม่ได้ทำงาน ต้องอาศัยทำตอนเช้ามืดหรือดึกมากหลังลูกหลับเท่านั้น ถึงขั้นว่าไม่ได้เข้าไปดู Inbox ในเพจ A-Academy ครึ่งเดือนก็เคยมาแล้ว เรียกว่าต้องปรับอะไรเยอะทีเดียว แต่ก็สู้เต็มที่ครับ พยายามทำสิ่งที่สำคัญให้สำเร็จ ซึ่งผมลำดับดังนี้

  1. ดูแลครอบครัว ลูกเมียให้ดี
  2. ดูแลสุขภาพไม่ให้เดี้ยงไปเสียก่อน (ผมปวดคอ ไหล่ หลัง ค่อนข้างมากเรื้อรังมานาน) อยู่ระหว่างการรักษา ผ่านมาหลายวิธีการ ตอนนี้ก็เริ่มดีขึ้นแล้วครับ
  3. วางรากฐานโปรเจ็คสร้างนักแผนการเงิน Avenger Planner ให้สำเร็จ (ทำมาครึ่งปีแล้ว มีโอกาสคงได้เล่าให้ฟังครับ)
  4. ดูแลเพจและกิจกรรมของ A-Academy ทั้งหมด ทั้งการตอบคำถามหลังไมค์ และการจัดสัมมนา FF และ DIY Portfolio ของตัวเอง และที่ร่วมกับมูลนิธิคนไทยฉลาดการเงิน

เกินกว่านี้ก็เริ่มจะทำไม่ไหวแล้วครับ

อ่านแล้วดูเครียดๆ เนาะ ขอตัดเป็นภาพสาวน้อยเจ้าของพอร์ตให้รีแลกซ์ขึ้นหน่อยแล้วกันนะครับ

img20170327164603 img20170331100906

ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาอ่านเดือนนี้เป็นเดือนแรก ถ้างงๆ ว่าอยู่ดีๆ ก็พูดถึงพอร์ตลูกสาว เรื่องมันเป็นยังไงมายังไง ขอให้กลับไปตั้งหลักที่ โพสนี้ ก่อนนะครับ


สถานะพอร์ต ณ 31 มี.ค. 60

ลำดับแรกดาวโหลดไฟล์ Excel ไปดูประกอบแบบชัดๆ ก่อน คลิ๊กที่นี่ ครับ

01-outstanding

มูลค่าพอร์ต ณ 31 มี.ค. 60 อยู่ที่ 234,023.88 บาท โดยมูลค่านี้รวมเงินลงทุนใหม่ประจำเดือน มี.ค. 60 อีก 5,000 บาท และในระหว่างเดือนได้รับเงินปันผลจากกอง T-PropInfraFlex อีก 414.04 บาท รวมแล้วทำให้มีเงินใหม่รอลงทุนเดือนนี้ 5,414.04 บาท

สัดส่วนการลงทุนปัจจุบันก็แบ่งเป็น

  • เงินสด 2.3% / 0.0%
  • ตราสารหนี้ไทย 15.1% / 7.5%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 0.0% / 7.5%
  • อสังหาริมทรัพย์ 20.6% / 25.0%
  • หุ้นไทย 23.5% / 30.0%
  • หุ้นต่างประเทศ 28.4% / 20.0%
  • สินทรัพย์ทางเลือก 10.1% / 10.0%

ตัวเลขด้านหน้าคือน้ำหนักที่ลงทุนจริง ตัวเลขด้านหลังเครื่องหมาย “/” คือสัดส่วนตาม Strategic Asset Allocation (SAA) หรือแผนระยะยาว ซึ่งจะเห็นว่าปัจจุบัน Underweight หุ้นไทย และตราสารหนี้ต่างประเทศอยู่ น้ำหนักการลงทุนจึงไปบวมที่ตราสารหนี้ไทย เพราะพักเงินไว้ที่นี่ อีกจุดที่บวมก็คือหุ้นต่างประเทศ เพราะมุมมองส่วนตัวผมยังคิดว่าช่วงนี้โอกาสอยู่ในหุ้นต่างประเทศอยู่ (โซนที่ชอบถ้าดูจากพอร์ตก็คือเอเชีย สหรัฐฯ และ Global Infrastructure Equity)


ผลกำไร/ขาดทุน

02-profit

เดือนนี้พอร์ตก็ ขาดทุนต่ออีก -0.36% หรือเป็นเงิน 831.91 บาท ส่วนผลตอบแทนสะสม นับตั้งแต่วันที่เริ่มลงทุน (Since Inception) เมื่อ 31 ส.ค. 59 พอร์ตก็ยังขาดทุนอยู่ -0.47% หรือ 976.12 บาท (อ่านค่าตรงบรรทัดสุดท้ายของตาราง) ดูผลตอบแทนแล้วก็เหงาหงอย เศร้าสร้อยนะครับ เพราะเสมือนว่า  ลงทุนมา 7 เดือนได้เก็บแต่เงินต้น

เอาน่า… ก็ยังดีจากพอร์ต 2 แสน ก็กลายมาเป็น 2.34 แสนแล้ว ค่อยๆ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เส้นทางอีกยาวไกล และนี่เป็นพอร์ตเสี่ยงปานกลาง ไม่ใช่พอร์ตปรู้ดปร้าดเหมือนพอร์ตหุ้นล้วนเสียหน่อย


ผลการดำเนินงานที่ทำได้นั้นดี/เลวแค่ไหน (Benchmarking)

ในที่นี่ก็ต้องเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ที่เหมาะสมสักชุด ซึ่งกำหนดไว้แล้วใน Investment Policy Statement (IPS) คือ

  • ThaiBMA 1-3Y Gov. Bond Index – 15%
  • M-PROPERTY – 25%
  • SET TRI – 30%
  • S&P500 TRI – 20%
  • LBMA Gold AM – 10%

โดย Weight ที่ให้กับ Index แต่ละตัว ก็สะท้อนมาจากแผน SAA เพราะเราอยากจะรู้ว่าหากวัดเทียบกับพอร์ต SAA ที่ไม่ปรับสัดส่วน Overweight/Underweight อะไรเลยระหว่างทาง เราทำได้ดีแค่ไหน

03-benchmark

ซึ่งผลลัพธ์ของเดือนนี้ นอกจากจะขาดทุนในตัวเองแล้ว ก็ยังแพ้ Benchmark อีก เพราะ Benchmark กำไร +0.10% แต่พอร์ตขาดทุน -0.36% เน็ทแล้วแพ้ Benchmark อยู่ -0.46%

ทั้งนี้เมื่อวัดตั้งแต่วันที่เริ่มลงทุน (Since Inception) เมื่อ 31 ส.ค. 59 จะเห็นว่า Benchmark มีกำไรแล้วที่ +1.69% แต่พอร์ตจริงก็ยังขาดทุนอยู่ -0.47% ซึ่งก็หมายความว่า ความพยายามที่จะเลือกกอง ที่จะปรับพอร์ตใน 7 เดือนที่ผ่านมา ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะถ้าไม่ต้องคิดอะไรมากลงทุนตาม Benchmark ไป ยังได้ผลตอบแทนดีกว่าที่ทำมาถึง 2.16% ด้วยซ้ำ

แต่แม้ผลลัพธ์จะยังไม่ดี แต่ต้องอย่าลืมว่าระหว่างทางเราก็ได้ประสบการณ์มาหลายอย่าง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเลือกกอง ที่ต้องยอมรับว่าแม้เราจะมองสินทรัพย์ได้ถูกต้อง แต่ถ้ากองที่เราเลือกมีความ Active จัดมาก ผลตอบแทนก็อาจจะไม่เป็นไปตามทิศทางเดียวกันของสินทรัพย์ได้ (เดือนที่แล้วก็โดน เดือนนี้ก็โดนอีก เดี๋ยวมาดูกันว่าโดนยังไงนะครับ)

แต่ก่อนที่จะไปวิเคราะห์องค์ประกอบของผลตอบแทนเดือนนี้ ผมอยากฉายภาพยาวๆ ให้ดูหน่อยว่า 7 เดือนที่ผ่านมา ในเชิงเปรียบเทียบแล้วพอร์ตที่จัดประพฤติตัวเป็นอย่างไร จากกราฟนี้ครับ

05-cumulative-return

กราฟข้างบนแสดงผลตอบแทนสะสม (Cumulative Return) ของสินทรัพย์ต่างๆ แบบแยกชิ้น รวมทั้งของพอร์ตทั้งพอร์ตจริง (Actual Portfolio) และพอร์ตที่เป็นเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark Portfolio)

จากกราฟจะเห็นว่า Actual Portfolio นั้นแสนจะผันผวนต่ำ คือผลตอบแทนสะสมก็แกว่งอยู่แถวๆ ทุนนั่นล่ะครับ มีบางช่วงที่ชนะ Benchmark Portfolio บ้าง แต่ก็มาแพ้เอา 2-3 เดือนหลังนี้ (เพราะประเด็นเรื่องการเลือกกองที่จะพูดต่อไป)

ทีนี้ถ้าลองเทียบพอร์ตเรากับการเอาเงินไปทุ่มลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ใน 7 เดือนที่ผ่านมา ก็จะพบว่าพอร์ตนี้ก็มีดีอยู่บ้าง เพราะชนะ Thai Property และ Gold ซึ่งจนถึงปัจจุบันขาดทุนมากกว่า (ทองนี่ระหว่างทางผันผวนสุดๆ) แต่ถ้าถามว่าระหว่างทางแพ้อะไร ก็แพ้ทั้งหุ้นไทย หุ้นสหรัฐฯ แพ้กระทั่งตราสารหนี้ไทยล้วน

ลำพังแพ้หุ้นไทย และหุ้นสหรัฐฯ มันไม่เจ็บใจเท่าไรหรอกครับ เพราะความเสี่ยงมันอยู่คนละระดับ พอร์ตเราเสี่ยงกลาง ส่วนหุ้นนั้นเสี่ยงสูง แต่แพ้ตราสารหนี้ไทยนี่สิ มันช้ำนะ 55 ต้องสู้ต่อไป

ผมอยากชวนให้สังเกตประเด็นเรื่อง Path Dependent ที่ได้พูดถึงไปในสัมมนา DIY Portfolio ว่า เราจะสนใจแต่ผลตอบแทน ณ ตอนสิ้นสุดการลงทุน (End of Horizon Return) ไม่ได้ แต่ต้องสนใจผลตอบแทน(และผลขาดทุน) ระหว่างทาง (Intra-Horizon Return) ด้วย เพราะหลายคนจะทนไม่ไหว หยุดลงทุนไปก่อนกลางทาง

ซึ่งใน 7 เดือนนี้อาจเกิดกับคนที่ถือทองคำ เพราะระหว่างทางมีช่วงที่ย่อลงไปถึงเกือบ -12% ก่อนที่จะดีขึ้นมาอยู่ที่ -5% ส่วนหุ้นไทยก็มีเบาๆ เพราะมีช่วงย่อลงไป -4% เหมือนกัน ก่อนที่จะกลับมากำไร +3%

สำหรับคนที่รับความผันผวนได้ ประเด็นเรื่อง Path Dependent นี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องเล็ก เพราะลบยังไงก็ทนไหว แต่สำหรับคนที่รับความผันผวนไม่ได้ขนาดนั้น พอร์ตแบบเสี่ยงกลางๆ เช่นที่ลงอยู่นี้มันก็ให้ความสบายใจได้อยู่ แม้ 7 เดือนนี้อาจจะได้น้อย แต่โครงสร้างพอร์ตแบบนี้ถือไปยาวๆ ก็มีลุ้นที่ 7-8% ต่อปีได้อยู่ ซึ่งถ้าเป้าหมายเราคือที่ประมาณนั้น เราก็เลือกมาใช้เป็นวิธีการลงทุนของเราได้ แต่ถ้าเป้าเราไม่ใช่แบบนี้ พอร์ตนี้ก็ไม่เหมาะนะครับ


วิเคราะห์องค์ประกอบผลตอบแทน (Performance Attribution)

04-attribution

(ตารางนี้ก็เป็นตารางที่อธิบายด้วยการพิมพ์ค่อนยาก ดังนั้นอยากให้ลองกลับไปดู วีดีโอที่ผมพาอ่านตารางนี้ตอนเดือน ก.ย. ดู จะเข้าใจมากขึ้นนะครับ)

ระดับแรก ลองดูภาพใหญ่เรื่องของการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ก่อน ลองดูที่ตาราง Benchmark ด้านขวานะครับ

ทบทวนสถานะพอร์ต ณ ตอนนี้ก่อน ว่าเมื่อเทียบกับแผน SAA แล้วเราทำอะไรอยู่ จะได้ข้อสรุปดังนี้

Overweight
– Thai Bond
– Foreign Stock

Neutral Weight
– สินทรัพย์ทางเลือก

Underweight
– Thai Property
– Thai Stock

ส่วนที่ Neutral Weight เราจะไม่ไปตัดสินมัน เพราะถือว่าเป็นการลงทุนตามแผนระยะยาว แต่เราจะมาดูกันว่าเรา Overweight/Underweight ถูกสินทรัพย์หรือไม่ โดยจากตารางเดือนนี้จะเห็นว่า

  • M-Property ขาดทุน -1.34% แสดงว่าที่ Underweight Thai Property ไว้ก็ทำได้ถูกต้อง เพราะถือเป็นการลดน้ำหนัก ในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนไม่ดี
  • S&P500 กำไรน้อยกว่า SET ก็แสดงว่าที่เรา Overweight Foreign Stock แต่ Underweight Thai Stock เดือนนี้ก็ถือว่าผิดไป เพราะถือว่าเป็นการลดน้ำหนักในสินทรัพย์ที่กำไรมากกว่าแต่ดันไปให้น้ำหนักกับสินทรัพย์ที่กำไรน้อยกว่าแทน

เนื่องจากอัพเดทนี้เป็นเดือนต่อเดือน ผลมันก็จะแกว่งไปแกว่งมาแบบนี้ เดี๋ยวพอครบปี ผมจะเอาผลลัพธ์มาเขียนแบบภาพใหญ่รายปีให้ดูอีกทีนะครับ

โดยรวมเดือนนี้ พอร์ต Benchmark ของเรากำไรนิดหน่อยที่ +0.10% ถือว่าไม่ได้มีปัญหาอะไร ทีนี้ไปดูระดับที่สองกันครับ ว่าทำไมเราถึงขาดทุนเยอะจังตั้ง -0.36%

 

ระดับที่สอง คือเรื่องของการเลือกกอง (Fund Selection) ก็ให้ลัดไปดูที่คอลัมน์ขวาสุดที่เขียนว่า Alpha ทีละบรรทัด ซึ่งก็คือการเอาผลตอบแทนของกองทุน ลบกับ Benchmark ของมัน จะได้ผลลัพธ์ดังนี้

  • K-FIXED ตีว่าเสมอ Benchmark 
  • T-PropInfraFlex ชนะ Benchmark นิดหน่อย +0.35%
  • BTP ชนะ Benchmark นิดหน่อย +0.30%
  • UTSME แย่กว่า Benchmark มาก (ขาดทุนมากกว่า SET TRI ถึง -3.92%)
  • TMBAGLF ชนะ Benchmark มาก ถึง 1.82%
  • ABAGS แย่กว่า Benchmark มาก แบบสวนทาง (S&P500 กำไร กองขาดทุน)
  • SCBUSSM แย่กว่า Benchmark มาก (แต่ก็ไม่แย่เท่า ABAGS)
  • CIMB-PRINCIPAL GIF ชนะ Benchmark มากถึง 4.46%
  • TMBGOLDS พอๆ กับ Benchmark เพราะเป็น Index Fund

จะเห็นว่าเดือนนี้ ตัวปัญหาก็คือกองที่ไฮไลท์สีแดงเอาไว้ นั่นคือ UTSME, ABAGS, SCBUSSM เพราะให้ผลตอบแทนสวนกับสินทรัพย์ภาพใหญ่ที่ตัวกองลงทุนอยู่ค่อนข้างมาก

  • UTSME แพ้ SET ร่วม 4% เพราะถือหุ้นเล็ก กลางที่ P/E สูงอยู่มาก ด้วยเพราะเชื่อว่ามี High Growth แต่เดือนที่ผ่านมาหุ้นกลุ่มนี้ก็ตก ในขณะที่หุ้นใหญ่ๆ บวกกัน
  • ABAGS, SCBUSSM ลงทุนในหุ้นเล็กของสหรัฐฯ ซึ่งแม้ระยะยาวผลตอบแทนจะดีกว่าหุ้นใหญ่ใน S&P500 แต่ 2 เดือนที่ผ่านมา หุ้นใหญ่ขึ้นแต่หุ้นเล็กตก ก็เลยซวยไป

ถ้าใครจำตอนที่เรียน DIY Portfolio วันแรกช่วงบ่ายได้ จะจำได้ว่าผมค่อนข้างเน้นว่า หุ้นเล็กมันมีเสน่ห์ที่ผลตอบแทน แต่ก็ต้องเตรียมรับสภาพว่าในบางช่วง มันอาจจะเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กับตลาดหุ้นภาพใหญ่ ซึ่ง 2 เดือนมานี้ เหตุการณ์ที่บอกไปกำลังเกิดขึ้นกับหุ้นเล็กทั้งในไทย และสหรัฐฯ อยู่ครับ

ซึ่งสำหรับกรณีของหุ้นเล็กไทย และหุ้นเล็กสหรัฐฯ แม้ผลลัพธ์จะเป็นแบบนี้ แต่ผมก็ยัง Happy ที่จะถือลงทุนต่อระยะยาว เพราะยังเชื่อว่าจะให้ผลตอบแทนได้ดีกว่าหุ้นใหญ่อยู่ และอีกอย่างนี่ก็ไม่ใช่การทุ่มลงทุนในกองพวกนี้ด้วยเงินทั้งหมด หรือด้วยเงินมากๆ เรายังมีสินทรัพย์อื่นๆ ช่วยอยู่ด้วยอีกหลายทรัพย์เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ต้องเตือนว่า ผลการวิเคราะห์ข้างต้นนั้น เป็นของเดือนนี้เท่านั้น ควรกลับไปอ่านของเดือนก่อนๆ ดูด้วย จะเห็นพัฒนาการ

ในความเป็นจริง ผมไม่ได้ให้น้ำหนักกับการวิเคราะห์รายเดือน แล้วปรับพอร์ตตามมันขนาดนั้น แต่ก็ติดตามแนวโน้มไปเรื่อยๆ ถ้าเห็นอะไรที่ห่วยชัดเจนต่อเนื่อง ก็ค่อยตัดสินใจปรับ อย่าลืมว่าทุกกองที่ลงไป ก่อนลงเราก็คัดสรรมาอย่างดีแล้ว และให้น้ำหนักกับระยะยาว ดังนั้นการที่มันพลาดไม่กี่เดือน คงไม่ใช่เหตุผลที่จะเอาออก


แล้วจะปรับพอร์ตยังไง

จริงๆ แล้วผมค่อนข้างพอใจในสถานะปัจจุบันของพอร์ตแล้ว ปัญหาที่มีในเรื่องกองที่เลือกไม่ Perform นั้น ผมคิดว่าเป็นปัญหาระยะสั้น พอร์ตลักษณะนี้ผมจะถือเป็นหลักปี ดังนั้นจึงยังไม่ได้คิดจะปรับโครงสร้างอะไรมันมากมาย

แต่เนื่องจากเดือนนี้มีเงินใหม่รอลงทุนอีก 5,414.04 บาท ซึ่งต้องตัดสินใจลงทุน ผมคิดว่าจะนำเงินทั้งหมดไปซื้อหุ้นไทย โดยยังคงใช้ 2 กองเดิม แบ่งเป็น

  • BTP 2,500 บาท
  • UTSME 2914.04 บาท

เหตุผลที่เลือกหุ้นไทยก็เพราะ

  • สัดส่วนการลงทุนปัจจุบัน ยังคงพร่องกว่า SAA อยู่ (ตั้งใจมีหุ้นไทย 30% ปัจจุบันเพิ่งจะมี 23.5%)
  • หุ้นไทยพักฐานมานาน โดยแกว่งอยู่ที่ดัชนีแถวๆ 1,560 – 1580 มา 2-3 เดือนแล้ว และดัชนีก็ยืนอยู่เหนือเส้น Moving Average 20 สัปดาห์ (100 วัน) และ 40 สัปดาห์ (200 วัน) ซึ่งถ้าตีความแบบง่ายๆ ก็บ่งชี้ว่าภาพระยะกลาง ระยะยาวก็ยังเป็นขาขึ้นอยู่ ผมก็เดาว่าถ้ามันจะไปซักทาง ระหว่างขึ้นกับลง ฝั่งขึ้นน่าจะมีโอกาสมากกว่า
  • ยิ่งถ้าเอาไปจับแพะชนแกะรวมกับเรื่องที่ว่า Trump เริ่มเจอปัญหาติดขัดในการดำเนินนโยบายบางอย่างไม่ได้อย่างที่คิด (ล่าสุดเรื่องยกเลิก Obamacare) ก็น่าจะเกิดการพักฐานในหุ้นสหรัฐฯ และมีเงินไหลกลับมายังตลาดกำลังพัฒนาบ้าง โดยบ้านเราก็น่าจะได้อานิสงฆ์อยู่

ดังนั้น ผมจึงทำการสั่งซื้อและขายกองทุนดังรายการต่อไปนี้

06-trade-summary

ไว้เดือนหน้าเรามาติดตามกันต่อนะครับ

สถานะพอร์ตและการตัดสินใจลงทุน (ก.พ. 60)

model-portfolio-feb-2017

Model Portfolio เดือน ก.พ. 60

ปี 2560 ผ่านไปอีก 1 เดือน รวมเป็น 6 เดือนของการลงทุนใน Model Port งลูกสาวผม จากวันนี้ยังเหลือระยะเวลาการลงทุนอีก 17 ปี 10 เดือน เสมือนเราเดินทางมาแล้ว 2.7% ของเส้นทาง

เอเจเอก็มีพัฒนาการขึ้นมาก เริ่มพูดและหัวเราบ่อยขึ้น น้ำหนักตอนนี้ก็ทะลุ 8 กิโลขึ้นไปแล้ว จ้ำม่ำทีเดียว หน้าตาก็เริ่มจะมีแววความเป็นหญิงเพิ่มเข้ามาหน่อยนึงล่ะ

aj-feb-2017

หน้าหนูหวานขึ้นบ้างมั๊ยค่ะ ?

ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาอ่านเดือนนี้เป็นเดือนแรก ถ้างงๆ ว่าอยู่ดีๆ ก็พูดถึงพอร์ตลูกสาว เรื่องมันเป็นยังไงมายังไง ขอให้กลับไปตั้งหลักที่ โพสนี้ ก่อนนะครับ


สถานะพอร์ต ณ 28 ก.พ. 60

ลำดับแรกดาวโหลดไฟล์ Excel ไปดูประกอบแบบชัดๆ ก่อน คลิ๊กที่นี่ ครับ

01-outstanding

มูลค่าพอร์ต ณ 28 ก.พ. 60 อยู่ที่ 229,855.79 บาท โดยมูลค่านี้รวมเงินลงทุนใหม่ประจำเดือน ก.พ. 60 อีก 5,000 บาทเข้าไปด้วยแล้ว (จะเห็นยอดเงินนั้นแสดงอยู่ในช่อง Cash คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 2.2% ของพอร์ต) ซึ่งในตอนท้ายเราก็ต้องตัดสินใจกันด้วยว่า เงินก้อนนี้จะลงทุนในกองทุนไหน

สัดส่วนการลงทุนปัจจุบันก็แบ่งเป็น

  • เงินสด 2.2% / 0.0%
  • ตราสารหนี้ไทย 15.4% / 7.5%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 0.0% / 7.5%
  • อสังหาริมทรัพย์ 21.4% / 25.0%
  • หุ้นไทย 24.0% / 30.0%
  • หุ้นต่างประเทศ 28.9% / 20.0%
  • สินทรัพย์ทางเลือก 8.2% / 10.0%

ตัวเลขด้านหน้าคือน้ำหนักที่ลงทุนจริง ตัวเลขด้านหลังเครื่องหมาย “/” คือสัดส่วนตาม Strategic Asset Allocation (SAA) หรือแผนระยะยาว ซึ่งจะเห็นว่าปัจจุบัน Underweight หุ้นไทย และตราสารหนี้ต่างประเทศอยู่ น้ำหนักการลงทุนจึงไปบวมที่ตราสารหนี้ไทย เพราะพักเงินไว้ที่นี่

ข้อสังเกต พอร์ตปัจจุบัน ยังไม่ได้ลงทุนเต็มความเสี่ยงที่ตั้งใจไว้ เพราะมีเงินรออยู่ในตราสารหนี้ไทยถึง 15.4% (ประมาณ 35,000 บาท) ซึ่งก็ทยอยปรับไปเรื่อยๆ

เพื่อให้เห็นพัฒนาการของพอร์ต เราลองมาดูประวัติการปรับพอร์ตของพอร์ตนี้กันผ่านรูปด้านล่างนี้นะครับ

06-aa-history

จะเห็นว่าผ่านมา 6 เดือน สัดส่วนของ Thai Bond ลดลงอย่างมีนัยยะ และไป Overweight ให้กับ Foreign Stock แทน Thai Property เนื่องจากไม่ได้ซื้อเพิ่มนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 59 ก็จะ Underweight ตัวเองลงไปโดยอัตโนมัติครับ


ผลกำไร/ขาดทุน

02-profit

เดือนนี้มีเรื่องผิดคาดมาก เพราะในความรู้สึกคือสินทรัพย์ต่างๆ ไม่ได้ปรับลงอะไรมากมาย ถือเป็นเดือนที่ดีด้วยซ้ำ แต่พอร์ตกลับขาดทุน 625.54 บาท หรือ -0.28%

และ ถ้านับตั้งแต่วันที่เริ่มลงทุน (Since Inception) เมื่อ 31 ส.ค. 59 พอร์ตก็พลิกกลับมาขาดทุน – 144.21 บาท หรือ -0.10% (อ่านค่าตรงบรรทัดสุดท้ายของตาราง) ทั้งๆ ที่เดือนที่แล้วเพิ่งจะพลิกเป็นกำไรครั้งแรกแท้ๆ ตอนนี้ก็เสมือนว่าผ่านไป 6 เดือนได้เก็บแต่เงินต้น

เอาน่า… ก็ยังดีจากพอร์ต 2 แสน ก็กลายมาเป็น 2.3 แสนแล้ว เกมส์นี้ต้องดูกันไปยาวๆ ครับ

 


ผลการดำเนินงานที่ทำได้นั้นดี/เลวแค่ไหน (Benchmarking)

ในที่นี่ก็ต้องเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ที่เหมาะสมสักชุด ซึ่งกำหนดไว้แล้วใน Investment Policy Statement (IPS) คือ

  • ThaiBMA 1-3Y Gov. Bond Index – 15%
  • M-PROPERTY – 25%
  • SET TRI – 30%
  • S&P500 TRI – 20%
  • LBMA Gold AM – 10%

โดย Weight ที่ให้กับ Index แต่ละตัว ก็สะท้อนมาจากแผน SAA เพราะเราอยากจะรู้ว่าหากวัดเทียบกับพอร์ต SAA ที่ไม่ปรับสัดส่วน Overweight/Underweight อะไรเลยระหว่างทาง เราทำได้ดีแค่ไหน

03-benchmark

ซึ่งผลลัพธ์ของเดือนนี้ ถือว่าทำได้แย่มาก เพราะ Benchmark กำไร +0.88% แต่พอร์ตขาดทุน -0.28% เน็ทแล้วแพ้ Benchmark อยู่ -1.16%

ที่ว่าแย่ก็เพราะแค่ลงทุนเลียนแบบ Benchmark ง่ายๆ ไม่ต้องเลือกไม่ต้องปรับอะไรมาก็ได้กำไรแล้ว แต่เพราะเรามาทำนั่นทำนี่ผลลัพธ์กลับแย่ลง ซึ่งเดี๋ยวต้องมาดูกันว่า เราตัดสินใจอะไรผิดพลาดไป

ทั้งนี้เมื่อวัดตั้งแต่วันที่เริ่มลงทุน (Since Inception) เมื่อ 31 ส.ค. 59 จะเห็นว่า Benchmark มีกำไรแล้วที่ +1.59% แต่พอร์ตจริงก็ยังขาดทุนอยู่ -0.11% หากจะย้ำให้เจ็บอีกทีก็คือ 6 เดือนมานี้ ไม่ต้องคิดอะไรมากลงทุนตาม Benchmark ไป ยังได้ผลตอบแทนดีกว่าที่ทำมาถึง 1.70%

ทีนี้มาดูกันซิว่า ทำไมเดือน ก.พ. 60 ผลตอบแทนออกมากลับทิศกลับทางกับ Benchmark ซะขนาดนั้น ?


วิเคราะห์องค์ประกอบผลตอบแทน (Performance Attribution)

04-attribution

(ตารางนี้ก็เป็นตารางที่อธิบายด้วยการพิมพ์ค่อนยาก ดังนั้นอยากให้ลองกลับไปดู วีดีโอที่ผมพาอ่านตารางนี้ตอนเดือน ก.ย. ดู จะเข้าใจมากขึ้นนะครับ)

ระดับแรก ลองดูภาพใหญ่เรื่องของการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ก่อน ลองดูที่ตาราง Benchmark ด้านขวานะครับ

เดือนนี้หุ้นไทย (วัดผ่าน SET TRI) และอสังหาฯไทย (วัดผ่าน M-PROPERTY) ให้ผลตอบแทนเป็นลบนิดหน่อยดังนั้นการที่พอร์ต Underweight สินทรัพย์เหล่านี้ ก็ถือว่าถูกต้อง เพราะเป็นการลงทุนน้อยกว่าแผนในสินทรัพย์ที่ขาดทุน

  • อสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบัน 21.4% / แผน SAA 25.0%
  • หุ้นไทย ปัจจุบัน 24.0% / แผน SAA 30.0%

ส่วนหุ้นต่างประเทศ (วัดโดย S&P500 TRI) ที่พอร์ต Overweight สินทรัพย์นี้อยู่ตอนนี้

  • หุ้นต่างประเทศ ปัจจุบัน 28.9% / แผน SAA 20.0%

ก็บวกเดือนเดียวมากถึง +4.14% ซึ่งก็หมายความว่า การตัดสินใจ Overweight หุ้นต่างประเทศ จากน้ำหนักตาม SAA 20% ขึ้นมาเป็น 28.9% นั้นถูกต้องแล้ว

ส่วนสินทรัพย์ทางเลือก ซึ่งในที่นี้คือทองคำ (วัดผ่าน LBMA Gold AM) ซึ่งปัจจุบัน Underweight อยู่นิดหน่อย

  • สินทรัพย์ทางเลือก 8.2% / 10.0%

ก็ถือว่าตัดสินใจผิด เพราะเดือนนี้ทองมากที่สุดในทุกสินทรัพย์ บวกถึง +4.43% แต่ต่อให้ตัดสินใจถูก นัยยะต่อพอร์ตก็ไม่มาก เพราะตามแผนก็อยู่แค่ประมาณ 10% ของพอร์ตเท่านั้น ไม่เหมือนหุ้นไทยและหุ้นตปท. ที่จะมี Impact มากกว่า

โดยรวมเดือนนี้ผมให้คะแนนตัวเองว่า ให้น้ำหนักกับ Asset Class ต่างๆ ได้ถูกต้อง แต่เอ๊ะ แล้วทำไมผลตอบแทนมันดันออกมาขาดทุนล่ะ ต้องลองไปดูกันต่อในระดับที่สองครับ

ระดับที่สอง คือเรื่องของการเลือกกอง (Fund Selection) ก็ให้ลัดไปดูที่คอลัมน์ขวาสุดที่เขียนว่า Alpha ทีละบรรทัด ซึ่งก็คือการเอาผลตอบแทนของกองทุน ลบกับ Benchmark ของมัน จะได้ผลลัพธ์ดังนี้

  • K-FIXED ดีกว่า Benchmark นิดหน่อย แต่มีนัยน้อยมาก
  • T-PropInfraFlex แย่กว่า  Benchmark นิดหน่อย
  • BTP แย่กว่า Benchmark นิดหน่อย
  • UTSME แย่กว่า Benchmark มาก (ขาดทุนมากกว่า SET TRI ถึง -3.41%)
  • TMBAGLF แม้จะบวก 1.36% แต่ก็แย่กว่า Benchmark ถึง -2.78%
  • ABAGS แย่กว่า Benchmark มาก แบบสวนทาง (S&P500 กำไร กองขาดทุน)
  • SCBUSSM แย่กว่า Benchmark มาก (แต่ก็ไม่แย่เท่า ABAGS)
  • CIMB-PRINCIPAL GIF แม้จะมีกำไร 2.68% แต่ก็ถือว่าแย่กว่า Benchmark
  • TMBGOLDS พอๆ กับ Benchmark เพราะเป็น Index Fund

จะเห็นว่าเดือนนี้ ที่มาของความผิดพลาดส่วนใหญ่ เกิดจาก Fund Selection คือการเลือกกองทุนผิด นั่นคือกองทุนส่วนใหญ่ที่เลือกมา แพ้ Benchmark ของตัวมันเอง

  • กองทุนอสังหาฯ ที่เลือก (T-PropInfraFlex) แพ้ M-PROPERTY
  • กองทุนหุ้นไทยที่เลือก (BTP, UTSME) แพ้ SET TRI
  • กองทุนหุ้นต่างประเทศที่เลือก แพ้ S&P500 TRI แยกเป็น
    • TMBAGLF แพ้เพราะเลือกผิด Region
    • ABAGS, SCBUSSM แม้เพราะเลือกผิด Style เพราะ 2 กองนี้ลงทุนในหุ้นเล็ก แต่เดือนที่ผ่านมาหุ้นใหญ่ขึ้นมากกว่า
    • CIMB-PRINCIPAL GIF แพ้เพราะเลือกผิด Sector เนื่องจากกองนี้ลงทุนใน Global Infrastructure แต่เดือนที่แล้ว Broad Sector ขึ้นมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ต้องเตือนว่า ผลการวิเคราะห์ข้างต้นนั้น เป็นของเดือนนี้เท่านั้น ควรกลับไปอ่านของเดือนก่อนๆ ดูด้วย จะเห็นพัฒนาการ

ในความเป็นจริง ผมไม่ได้ให้น้ำหนักกับการวิเคราะห์รายเดือน แล้วปรับพอร์ตตามมันขนาดนั้น แต่ก็ติดตามแนวโน้มไปเรื่อยๆ ถ้าเห็นอะไรที่ห่วยชัดเจนต่อเนื่อง ก็ค่อยตัดสินใจปรับ อย่าลืมว่าทุกกองที่ลงไป ก่อนลงเราก็คัดสรรมาอย่างดีแล้ว และให้น้ำหนักกับระยะยาว ดังนั้นการที่มันพลาดไม่กี่เดือน คงไม่ใช่เหตุผลที่จะเอาออก


แล้วจะปรับพอร์ตยังไง

จริงๆ แล้วผมค่อนข้างพอใจในสถานะปัจจุบันของพอร์ตแล้ว ปัญหาที่มีในเรื่องกองที่เลือกไม่ Perform นั้น ผมคิดว่าเป็นปัญหาระยะสั้น พอร์ตลักษณะนี้ผมจะถือเป็นหลักปี ดังนั้นจึงยังไม่ได้คิดจะปรับโครงสร้างอะไรมันมากมาย

แต่เนื่องจากเดือนนี้มีเงินใหม่เข้ามาอีก 5,000 บาท ซึ่งต้องตัดสินใจลงทุน ผมคิดว่าจะนำเงินทั้งหมดไปซื้อ TMBGOLDS เพิ่ม ซึ่งก็จะทำให้สัดส่วนของสินทรัพย์ทางเลือกในพอร์ตเพิ่มขึ้นมาใกล้เคียงกับแผน SAA ที่ 10%

เหตุผลที่เลือกทองคำก็เพราะ

  • นึกไม่ออกว่าจะลงอะไรเพิ่ม ก็เลยเพิ่มทอง เพราะสัดส่วนปัจจุบันพร่องอยู่จากแผน SAA ประมาณ 2% พอดี ซึ่งใกล้เคียงกับเงินใหม่ที่เข้ามาในเดือนนี้ ถือเป็นการ Rebalance พอร์ตส่วนที่ไว้ป้องกันความเสี่ยง ให้อยู่ในระดับที่ใกล้แผนมากขึ้น
  • มุมมองแบบ Trend Following แบบที่ดูแต่กราฟอย่างเดียว ราคาทองก็มีแนวโน้มที่น่าสนใจ คือกราฟ Week ตัดเส้น Moving Average 20 สัปดาห์ (100 วัน) ขึ้นแล้ว และกำลังจะตัดเส้น 40 สัปดาห์ (200 วัน) ถ้าตัดได้ก็น่าจะยืนยันขาขึ้นได้ (หรือจะพลิกกลับมาเป็น Sideway ก็ไม่รู้นะครับ อันนี้ตีความจากกราฟวันนี้อย่างเดียว)

gold

 

ดังนั้น ผมจึงทำการสั่งซื้อและขายกองทุนดังรายการต่อไปนี้

05-trade

ไว้เดือนหน้าเรามาติดตามกันต่อนะครับ

สถานะพอร์ตและการตัดสินใจลงทุน (ม.ค. 60)

model-portfolio-jan-2017

Model Portfolio เดือน ม.ค. 60

ปี 2560 ผ่านไปแล้ว 1 เดือน และถือเป็นเดือนที่ 5 ของการลงทุนใน Model Port ของลูกสาวผม ว่าแล้วไปอัพเดทกันนิดนึงว่าเจ้าของพอร์ตโตไปถึงไหนแล้ว

aj-icecream

ท่าทางเธอจะอยากกินไอติม แทนนมแม่ซะแล้ว ^__^

ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาอ่านเดือนนี้เป็นเดือนแรก ถ้างงๆ ว่าอยู่ดีๆ ก็พูดถึงพอร์ตลูกสาว เรื่องมันเป็นยังไงมายังไง ขอให้กลับไปตั้งหลักที่ โพสนี้ ก่อนนะครับ


สถานะพอร์ต ณ 31 ม.ค. 60

ลำดับแรกดาวโหลดไฟล์ Excel ไปดูประกอบแบบชัดๆ ก่อน คลิ๊กที่นี่ ครับ

01-outstanding

มูลค่าพอร์ต ณ 31 ม.ค. 60 อยู่ที่ 225,481.33 บาท โดยมูลค่านี้รวมเงินลงทุนใหม่ประจำเดือน ม.ค. 60 อีก 5,000 บาทเข้าไปด้วยแล้ว (จะเห็นยอดเงินนั้นแสดงอยู่ในช่อง Cash คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 2.2% ของพอร์ต) ซึ่งในตอนท้ายเราก็ต้องตัดสินใจกันด้วยว่า เงินก้อนนี้จะลงทุนในกองทุนไหน

สัดส่วนการลงทุนปัจจุบันก็แบ่งเป็น

  • เงินสด 2.2% / 0.0%
  • ตราสารหนี้ไทย 22.3% / 7.5%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 0.0% / 7.5%
  • อสังหาริมทรัพย์ 22.0% / 25.0%
  • หุ้นไทย 20.8% / 30.0%
  • หุ้นต่างประเทศ 24.8% / 20.0%
  • สินทรัพย์ทางเลือก 8.0% / 10.0%

ตัวเลขด้านหน้าคือน้ำหนักที่ลงทุนจริง ตัวเลขด้านหลังเครื่องหมาย “/” คือสัดส่วนตาม Strategic Asset Allocation (SAA) หรือแผนระยะยาว ซึ่งจะเห็นว่าปัจจุบัน Underweight หุ้นไทย และตราสารหนี้ต่างประเทศอยู่ น้ำหนักการลงทุนจึงไปบวมที่ตราสารหนี้ไทย เพราะพักเงินไว้ที่นี่

ข้อสังเกต พอร์ตปัจจุบัน ยังไม่ได้ลงทุนเต็มความเสี่ยงที่ตั้งใจไว้ เพราะมีเงินรออยู่ในตราสารหนี้ไทยถึง 22.3% (ประมาณ 50,000 บาท)


ผลกำไร/ขาดทุน

02-profit

เดือนแรกของปี 2017 ถือเป็นเดือนที่ดีสำหรับสินทรัพย์ส่วนใหญ่ทั่วโลก เดือนนี้พอร์ตเลยได้กำไรมา 1,445 บาท หรือ +0.66%

ส่วนถ้านับตั้งแต่วันที่เริ่มลงทุน (Since Inception) เมื่อ 31 ส.ค. 59 ก็ถือเป็นเดือนแรกที่พอร์ตพลิกจากขาดทุนเป็นกำไร 481.33 บาท หรือ +0.24% (อ่านค่าตรงบรรทัดสุดท้ายของตาราง) ซึ่งก็หวังว่าเดือนต่อๆ ไปจะทำกำไรเพิ่มได้เรื่อยๆ (แม้มันจะคาดเดายากก็ตาม แต่ยังไงด้วยพอร์ตเสี่ยงกลางๆ ประมาณนี้ ถ้าพลาดก็พลาดไม่เยอะครับ)

ที่ตั้งใจอัพเดทพอร์ตให้เห็นทุกเดือน เพื่อที่จะให้ทุกท่านทราบด้วยว่า ในระหว่างเส้นทางการลงทุน เราจะได้เจอประสบการณ์แบบไหนบ้าง เพราะยังมีหลายคนเชื่อว่า จัดพอร์ตกระจายความเสี่ยงแล้ว มันไม่น่าจะขาดทุน ก็ต้องบอกว่า มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีการขาดทุนในระยะสั้น เพราะมันจะมีแน่นอน แต่การกระจายความเสี่ยงมันช่วยให้ขาดทุนไม่มากเกินไป เพื่อให้เรามีกำลังใจถือลงทุนได้ต่อเนื่อง จนได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวต่างหาก (อยากให้อ่าน บทความนี้ เพิ่มเติมเรื่องการกระจายความเสี่ยงนะครับ)

นอกจากผลกำไรขาดทุนที่ตารางนี้พยายามบอกกับเราแล้ว มันยังบอกด้วยว่า พอร์ตเราโตขึ้นจาก 2 แสนเมื่อเริ่มลงทุน เป็นประมาณ 2.25 แสนแล้วนะครับ เพราะต้องอย่าลืมด้วยว่าในแผนการลงทุนนี้ เราไม่ได้อาศัยเพียงผลตอบแทนในการทำให้เงินโต แต่เราอาศัยวินัยจากการออมเพิ่มด้วย


ผลการดำเนินงานที่ทำได้นั้นดีแค่ไหน (Benchmarking)

ในที่นี่ก็ต้องเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ที่เหมาะสมสักชุด ซึ่งกำหนดไว้แล้วใน Investment Policy Statement (IPS) คือ

  • ThaiBMA 1-3Y Gov. Bond Index – 15%
  • M-PROPERTY – 25%
  • SET TRI – 30%
  • S&P500 TRI – 20%
  • LBMA Gold AM – 10%

โดย Weight ที่ให้กับ Index แต่ละตัว ก็สะท้อนมาจากแผน SAA เพราะเราอยากจะรู้ว่าหากวัดเทียบกับพอร์ต SAA ที่ไม่ปรับสัดส่วน Overweight/Underweight อะไรเลยระหว่างทาง เราทำได้ดีแค่ไหน

03-benchmark-2017-01

ซึ่งผลลัพธ์ของเดือนนี้ แม้จะมีกำไร +0.66% แต่ก็ถือว่าไม่ค่อยดี เพราะ Benchmark ของพอร์ต +1.82% ถือว่าแพ้ให้ Benchmark กระจุย คือแพ้มากึง -1.16% (มันเกิดจากอะไร เดี๋ยวรู้กันในหัวข้อถัดไป)

โดยเมื่อวัดตั้งแต่วันที่เริ่มลงทุน (Since Inception) เมื่อ 31 ส.ค. 59 จะเห็นว่าพอร์ตได้ผลตอบแทน +0.17% ขณะที่ Benchmark ได้ +0.70% ถือว่าผมบริหารได้แพ้ Benchmark อยู่ที่ -0.53%

จะเห็นว่าหากวัดแบบ Absolute พอร์ตมีกำไร +0.17% อาจจะมองว่าก็ยังดีที่มีกำไร แต่หากเทียบแบบ Relative กับเกณฑ์มาตรฐานที่ความเสี่ยงพอๆ กัน ก็ถือว่าทำได้ไม่ดี พูดง่ายๆ ว่า “มีกำไรแต่ไม่เก่ง

ซึ่งมันก็สะสมการแพ้ การชนะมาเรื่อยๆ จากตารางจะเห็นว่า ก.ย. – ต.ค. 59 ชนะ ส่วน พ.ย. 59 – ม.ค. 60 แพ้ ผลลัพธ์ออกมาแบบนี้ก็ถือว่าไม่ค่อยดี เพราะถ้าตัดสินใจเองแล้วแพ้ การไม่ตัดสินใจ ก็ไม่ควรตัดสินใจแต่แรก

อย่างไรก็ตามหากดูละเอียดๆ จะพบว่าที่ผลตอบแทนตั้งแต่เริ่มลงทุน (Since Inception) แพ้ Benchmark นั้น มาแพ้เยอะๆ ก็เดือน ม.ค. 60 เดือนเดียวเลย มาดูกันซิว่ามันเกิดจากอะไร ?


วิเคราะห์องค์ประกอบผลตอบแทน (Performance Attribution)

04-attribution-2017-01

ตารางนี้ก็เป็นตารางที่อธิบายด้วยการพิมพ์ค่อนยาก ดังนั้นอยากให้ลองกลับไปดู วีดีโอที่ผมพาอ่านตารางนี้ตอนเดือน ก.ย. ดู จะเข้าใจมากขึ้นนะครับ

ระดับแรก ลองดูภาพใหญ่เรื่องของการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ก่อน ลองดูที่ตาราง Benchmark ด้านขวานะครับ

เดือนนี้ทุกสินทรัพย์ใน Benchmark ต่างให้ผลตอบแทนเป็นบวกทั้งหมด
โดยเฉพาะหุ้นไทย (วัดโดย SET TRI) บวกมากถึง +2.24% ซึ่งหากดูน้ำหนักตาม Benchmark (BM Weight) ผมควรจะลงหุ้นไทย 30% ของพอร์ต แต่กลับตัดสินใจลงทุนจริง (ผ่านกอง BTP และ UTSME) เพียงประมาณ 20% เท่านั้น ก็ถือว่าเป็นการไป Underweight สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดี ซึ่งถือเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ต แพ้ Benchmark ในเดือนนี้

ส่วนหุ้นต่างประเทศ (วัดโดย S&P500 TRI) ซึ่งบวก +1.52% นั้น ตาม BM Weight ผมควรจะลงทุน 20% ของพอร์ต แต่ในความเป็นจริงตัดสินใจ Overweight ไปที่ 24.8% ของพอร์ต (ผ่านกอง TMBAGLF, ABAGS, SCBUSSM และ CIMB-PRINCIPAL GIF) การตัดสินใจนี้ในเดือนนี้ถือว่าถูกต้อง เพราะเป็นการ Overweight สินทรัพย์ที่ดีในเดือนที่ดี

เอ๊ะ แล้วทำไมมันถึงแพ้เยอะล่ะ ลองไปดูกันต่อในระดับที่สองซิ

ระดับที่สอง คือเรื่องของการเลือกกอง (Fund Selection) ก็ให้ลัดไปดูที่คอลัมน์ขวาสุดที่เขียนว่า Alpha ทีละบรรทัด ซึ่งก็คือการเอาผลตอบแทนของกองทุน ลบกับ Benchmark ของมัน จะได้ผลลัพธ์ดังนี้

  • K-FIXED แย่กว่า Benchmark นิดหน่อย แต่มีนัยน้อยมาก
  • T-PropInfraFlex แย่กว่า  Benchmark
  • BTP แย่กว่า Benchmark แบบสวนทางเลย (SET กำไร กองขาดทุน)
  • UTSME ก็เช่นกัน แย่กว่า Benchmark แบบสวนทาง (SET กำไร กองขาดทุน)
  • TMBAGLF ดีกว่า Benchmark มาก บวกมากถึง 6.46% ซึ่งถือว่าผมเลือก Region ถูก เพราะถ้าลง S&P500 จะบวกแค่ 1.52%
  • ABAGS แย่กว่า Benchmark มาก แบบสวนทาง (S&P กำไร กองขาดทุน)
  • SCBUSSM แย่กว่า Benchmark มาก แบบสวนทาง (S&P กำไร กองขาดทุน)
  • CIMB-PRINCIPAL GIF แม้จะมีกำไร แต่ก็ถือว่าแย่กว่า Benchmark
  • TMBGOLDS แพ้ Benchmark มากพอสมควร ซึ่งก็ยังงงๆ ว่าทำไมแพ้มากถึง -0.45% ทั้งๆ ที่เป็น Index Fund ทุกๆ เดือนก็ทำได้ใกล้มาตลอด

จะเห็นว่าเดือนนี้ กองที่เลือกทำผลงานได้แย่แบบผิดหูผิดตา จึงทำให้แม้ Asset หรือ Index ที่กองทุนนั้นพยายามจะเอาชนะ (ซึ่งเราใช้เป็น Benchmark) จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกได้ค่อนข้างดี แต่เพราะกองที่เราเลือกทำได้ไม่ดี เราก็เลยไม่ได้ผลตอบแทนดีๆ ค่านั้นตามไปด้วย
ถือว่า “จัดสรรสินทรัพย์ได้ถูก แต่เลือกกองได้ผิด T_T

อย่างไรก็ตาม ต้องเตือนว่า ผลการวิเคราะห์ข้างต้นนั้น เป็นของเดือนนี้เท่านั้น ควรกลับไปอ่านของเดือนก่อนๆ ดูด้วย จะเห็นพัฒนาการ

ในความเป็นจริง ผมไม่ได้ให้น้ำหนักกับการวิเคราะห์รายเดือน แล้วปรับพอร์ตตามมันขนาดนั้น แต่ก็ติดตามแนวโน้มไปเรื่อยๆ ถ้าเห็นอะไรที่ห่วยชัดเจนต่อเนื่อง ก็ค่อยตัดสินใจปรับ อย่าลืมว่าทุกกองที่ลงไป ก่อนลงเราก็คัดสรรมาอย่างดีแล้ว และให้น้ำหนักกับระยะยาว ดังนั้นการที่มันพลาดไม่กี่เดือน คงไม่ใช่เหตุผลที่จะเอาออก


แล้วจะปรับพอร์ตยังไง

เดือนนี้นอกจากเงิน 5,000 ที่ใส่เพิ่มเข้ามาใหม่ ผมตัดสินใจที่จะนำ “กระสุน” ที่พักรอไว้ใน K-FIXED ร่วม 50,000 บาท มาใช้ลงทุนด้วย โดยจะแบ่งมาก่อน 15,000 บาท หรือประมาณ 6.7% ของพอร์ต รวมทั้งสิ้นเดือนนี้ มีเงินที่จะนำไปลงทุนทั้งสิ้น 20,000 บาท โดยจะลงทุนในสินทรัพย์และกองทุนต่อไปนี้

  • หุ้นไทย 10,000 บาท โดยใช้กองเดิมที่เคยเลือกไว้ได้แก่ BTP 5,000 บาท และ UTSME อีก 5,000 บาท เพราะโดยส่วนตัวยังเชื่อว่าสองกองนี้ยังเป็นกองที่ใช้ได้ เป็นตัวแทนหุ้นใหญ่ และ หุ้นเล็กที่น่าจะดีในระยะยาว
  • หุ้นสหรัฐฯ ผ่านกองทุน SCBUSSM อีก 10,000 บาท ซึ่งสำหรับกองนี้ในช่วง 3 เดือน 6 เดือนที่ผ่านมาก็ถือเป็นกองหุ้นเล็กในสหรัฐฯ ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดแล้ว ตามตารางด้านล่างนี้ (ที่มา : จากหน้าจอ Fund Performance ของระบบซื้อขายกองทุนของ Nomura)

05-us-fund-compare

เหตุผลที่เลือกหุ้นไทยและหุ้นสหรัฐฯ นั้น ส่วนหลักก็เป็นการตัดสินใจแบบ Trend Following เนื่องจากแนวโน้มราคายังอยู่ในทิศทางขาขึ้นต่อเนื่อง สำหรับหุ้นไทยก็ขึ้นมาทดสอบแถวๆ 1600 จุดแล้ว ถ้ายังขึ้นต่ออีกไปจนถึง 1650 ก็จะถือว่าเป็นการเบรกจุดสูงสุดเดิมเมื่อ พ.ค. 2013 หากทำได้จริง ตามแนวคิดแบบ Trend Following ก็น่าจะเห็นหุ้นไทยขึ้นต่อได้

ส่วนเหตุผลเชิงปัจจัยพื้นฐานก็มีประกอบด้วย สำหรับหุ้นไทย เช่น การเบิกจ่ายเงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกันหนักๆ ในปีนี้ ราคาสินค้าเกษตรที่ดีขึ้น การปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (คนมีกำลังซื้อมากขึ้น)

ส่วนสำหรับหุ้นสหรัฐฯ นั้น แม้จะตกใจกับสิ่งที่ทรัมป์ทำหลายๆ อย่าง แต่ผมคิดว่าเพียงมาตรการลดภาษีนิติบุคคล ก็น่าจะช่วยให้ กำไรของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ดีขึ้นอย่างมากแล้ว และหากเชื่อว่าราคาหุ้นปรับขึ้นตามกำไร ก็มีสิทธิ์เห็นหุ้นสหรัฐฯ ไปต่อได้อีก

ในการทำรายการนั้น เนื่องจากผมมีเงินที่พร้อมลงทุนเลย 5,000 บาท และอีก 15,000 ต้องรอขาย K-FIXED ออกมาก่อน จึงจะทำการซื้อกองที่ตั้งใจซึ่งอยู่ต่าง บลจ. ได้ (ระบบของ Nomura ไม่สามารถสับเปลี่ยนกองข้าม บลจ. ได้ ต้องขายออกมาเป็นเงินสด แล้วค่อยสั่งซื้อเข้าไปใหม่)

ดังนั้น ผมจึงทำการสั่งซื้อและขายกองทุนดังรายการต่อไปนี้

06-trade-2017-01

รายการแรก สั่งซื้อ BTP เลยทันที 5,000 บาท โดยมี Trade Date เป็นวันที่ 2 ก.พ. ถือเป็นการซื้อโดยใช้เงินใหม่ที่เติมเข้ามาในเดือนนี้

รายการที่สอง สั่งขาย K-FIXED ยอด 15,000 บาท ระบบของ Nomura แสดงในว่าจะได้เงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ในวันที่ 6 ก.พ. (แสดงในคอลัมน์ Settle Date)

รายการที่สาม และ สี่ ผมสั่งซื้อ SCBUSSM ยอด 10,000 บาท และ UTSME ยอด 5,000 บาท โดยเป็นการทำรายการล่วงหน้า (Standing Order) ให้มีผล (Trade Date) เป็นวันที่ 6 ก.พ. ซึ่งเป็นวันที่รับเงินค่าขายจาก K-FIXED พอดี  นั่นคือพอเงินเข้าช่วงกลางวันปุ๊บ ช่วงเย็นเงินก็จะตัดไปลงทุนปั๊บ

ที่ผมทำแบบนี้เพราะพอร์ตนี้ตั้งใจจะไม่ดูมันใกล้ชิด จะดูและปรับซักเดือนละครั้งก็พอ ดังนั้นจึงขี้เกียจมาทำรายการหลายครั้ง เพราะถ้าต้องรอขาย K-FIXED ก่อน แล้วค่อยมาสั่งซื้อกองอื่นอาจจะลืมก็ได้ ก็สั่งมันล่วงหน้านี่ล่ะ ถือเป็นการประยุกต์การสับเปลี่ยนกองข้าม บลจ. ไปโดยปริยายครับ