All posts by admin

วิเคราะห์แนวโน้ม SET Index ณ 12 ก.ย. 59

แนวโน้ม SET Index ปัจจุบัน (12 ก.ย. 59)
และประโยชน์ของการปรับพอร์ตแนว Trend Following

12

รูปแรก (กราฟ Week)
หุ้นไทยตกต่อเนื่องกันเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3
หลุดแนวโน้มขาลงระยะกลาง (MA 20 สัปดาห์)
ใกล้ทดสอบ MA 40 สัปดาห์ หลุดตรงนี้เป็นขาลงยาว

13

รูปสอง (กราฟ Day)
เดือน ก.ย. 59 นี้หุ้นไทยตก 7 วัน ขึ้น 1 วัน
ตกไป 136.59 จุด หรือขาดทุน -8.8%

ใครที่ตัดสินใจลดหุ้นไทยตอนที่หลุด Trend Channel
แถวๆ 1490 จุด ก็จะลดขาดทุนได้ประมาณ 78 จุด
หรือประมาณ 5% ขณะเดียวกัน
ก็จะยังไม่ตัดสินใจซื้อสวนเลยสักวัน เพราะยังเป็นแนวโน้มขาลง

ส่วนใครที่ตัดสินใจแนว Contrarian
โดยเฉพาะที่ใช้ “ความรู้สึก” ก็จะเผลอสวนไปบ้าง
ผลลัพท์คือ ยิ่งสวน ยิ่งตกต่อ ซึ่งเป็นธรรมชาติของแนวโน้มขาลง
ตามความเชื่อแบบ Trend Following

ในความเห็นผม คนที่จะตัดสินใจแบบ Contrarian จริงๆ
ต้องมีเกณฑ์ในการดูมากกว่าแค่ใช้ความรู้สึกด้วย
จริงอยู่ที่การตกหลายวัน จะมีการเด้งแน่นอนอยู่แล้ว
แต่มันก็ไม่รู้ว่าจะเด้งวันไหน และเด้งแล้วจะขึ้นต่อไปหรือลงต่อ
ดังนั้น หากใครจะ Contrarian ก็ต้องใจเย็น
ลองถอยไปที่หลักการก่อน ว่าเมื่อไรควรซื้อ
ตัวเราดูจากอะไรกันแน่

Valuation ? Economic Cycle ? Expert Advice ?
หรือเราใช้อะไร ไม่อยากให้ใช้แค่ความรู้สึก หรือแค่วัดดวงนะครับ

วิเคราะห์แนวโน้ม SET Index ณ 8 ก.ย. 59

11

SET Index ระยะสัปดาห์
ตัดเส้นค่าเฉลี่ย 20 สัปดาห์ลงมานิดหน่อยแล้ว
แต่ยังยืนเหนือเส้นค่า 40 สัปดาห์
ถ้าใครเชื่อ Indicator นี้ ก็ถือว่าโอกาสเป็นขาลงสูงมากแล้ว

SET Index ระยะสัปดาห์
จากครั้งที่แล้วเหมือนจะไม่หลุด Trend Channel
วันนี้ก็ได้หลุดลงมาเรียบร้อยแล้ว
ถ้าใครเชื่อ Indicator นี้ก็ถือว่าเป็นขาลงแล้ว

ปล. ใครที่ปรับพอร์ตตามแนว Trend Following
ก็อาจพิจารณา Underweight หุ้นไทยลงได้
ส่วนจะลดขนาดไหนก็แล้วแต่ดุลยพินิจครับ
หรือใครมองว่ายังไม่หลุด 40 สัปดาห์ จะยังไม่ทำอะไรก็ได้

ปล 2. สังเกตว่าใครตัดสินใจตามแนว Contrarian
ยิ่งตกมาก แทนที่จะยิ่งพิจารณาขาย
กลับจะยิ่งน่าสนใจที่จะเข้าซื้อมากขึ้น
แต่ต้องบอกว่า ณ Trailing P/E ปัจจุบัน = 21.83 เท่า
ก็ยังค่อนไปทางแพงอยู่นะครับ

คนที่จะเข้าซื้อสวนตอนนี้เยอะๆ น่าจะเหมาะกับเล่นสั้น ลุ้นเด้ง
ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่สอนในคอร์ส DIY Portfolio ครับ
ลุ้นเด้ง ใช้กองทุนไม่ไหวหรอก กว่าจะปรับได้มันช้า และค่าธรรมเนียมก็สูง

ปล 3. สำหรับ AJ’s Model Portfolio นั้นเนื่องจากเพิ่งเริ่มลงทุนไป
และมีหุ้นไทยแค่ 20% ของพอร์ต ผมยังไม่ปรับอะไรนะครับ

7 วันผ่านไป Model Portfolio เป็นยังไงบ้าง

10

ผลตอบแทน

7 วันมานี้ SET Index ปรับลดจาก
1548.44 จุด ณ วันที่ 31 ส.ค.59 (วันที่เข้าลงทุน)
มาอยู่ที่ 1487.20 จุด ณ 7 ก.ย. 59
ลดลง 61.24 จุด คิดเป็นการขาดทุน -3.95%

พอร์ตเราลงทุนไป 200,000 ณ วันที่ 31 ส.ค. 59
ปัจจุบัน เหลือ 198,719 ปรับลดลงประมาณ 1,280
หรือคิดเป็นการขาดทุนประมาณ -0.64%

ถ้าเทียบกันก็ถือว่าพอร์ตชนะ SET อยู่ +3.31%
(ชนะในที่นี้คือขาดทุนน้อยกว่า)

ทั้งๆ ที่ ABAGS, GIF, TMBAGLF,
T-PropInfraFlex และ UTSME มี Front-end Fee ตอนซื้อ
เฉลี่ยๆ ทุกกองใส่กันแล้วก็ร่วม 1% ก็ยังชนะอยู่
แต่ผลตอบแทน SET Index ไม่มีค่า Fee นี้


ที่มาของผลตอบแทน

สาเหตุก็เพราะมีพวก K-FIXED, TMBAGLF, TMBGOLDS
ที่ทำกำไรมาได้ ในขณะที่ SET ตกเยอะ
(นี่ล่ะประโยชน์ในการลด Intra-Horizon Risk ของการกระจาย)

กองที่โดนหนักที่สุดก็คือ UTSME
ติดลบไป -5.79% ซึ่งถ้าหักขาดทุนจาก Front-end Fee 1% ออก
7 วันมานี้ก็ถือว่าลบไปประมาณ -4.79%
ถือว่าแพ้ตลาด (BTP ลบแค่ -2.48%)
สาเหตุก็เพราะกองนี้ลงทุนในหุ้นไทยขนาดกลางและเล็ก
เพราะมีหลายตัวที่ก่อนหน้าขึ้นมาเยอะ ตอนนี้ก็เลยตกเยอะ
ซึ่งยังไม่จำเป็นต้องไปทำอะไรกับมัน
เพราะเพิ่งผ่านไปสั้นมากๆ แถมเป็นขาลง
และเราไม่ได้ฝากชีวิตไว้กับกองนี้กองเดียวอยู่แล้ว
มีเพื่อนฝูงคอยช่วยอยู่อีกตั้ง 7 กอง
ใครจะไปรู้ว่าอนาคต กองนี้อาจเป็นตัวเร่งผลตอบแทนก็ได้
แต่ถ้าใครไม่กระจาย ทุ่มลงกองนี้กองเดียวเพราะเห็นว่าเก่ง ก็คงจุกไม่น้อย


หมายเหตุ

ที่เทียบไปข้างบนทั้งหมด อาจไม่ใช่คู่เปรียบเทียบที่ดีนัก
เพราะพอร์ตเราเน้นเสี่ยงกลาง แต่หุ้นไทยเสี่ยงสูง
ไม่ควรเอามาเทียบกันแบบนี้ เพราะในขาลงพอร์ตเสี่ยงกลาง
มีโอกาสชนะพอร์ตเสี่ยงสูงอยู่แล้ว

ไว้สิ้นเดือนค่อยคำนวณ Benchmark พอร์ตแบบแฟร์ๆ ให้ดูนะครับ